นักกลยุทธ์ของ Rabobank ระบุว่า สงครามอิหร่านกำลังผลักยูโรโซนเข้าสู่ “ภาวะเศรษฐกิจซบเซาพร้อมเงินเฟ้อสูง” (stagflation: เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตช้า) โดยเงินเฟ้อสูงขึ้นและ GDP อ่อนแอลง โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงกว่าประมาณการก่อนเกิดสงครามต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 ขณะที่การเติบโตชะลอตัวมากในปี 2026 และฟื้นเพียงเล็กน้อยในปี 2027 แม้มีมาตรการรัฐช่วยพยุง
ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ยูโรโซนเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ “ดุลการค้าเชิงแลกเปลี่ยน” (terms of trade: ราคาสินค้าส่งออกเทียบกับราคานำเข้า) แย่ลง ราคาที่สูงขึ้นทำให้การบริโภคและการลงทุนลดลง เพราะรายได้จริง (real income: รายได้หลังหักผลของเงินเฟ้อ) ลด ธุรกิจมีกำไรลด และความเชื่อมั่นอ่อนลง ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเพิ่มแรงกดดันต่อการคลังของรัฐ
Rates Inflation And Growth Outlook
“ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงและเงินเฟ้อ” (risk and inflation premia: ผลตอบแทนเพิ่มที่นักลงทุนเรียกร้องเพื่อชดเชยความเสี่ยงและเงินเฟ้อ) ที่สูงขึ้น รวมถึงคาดการณ์การขึ้น “ดอกเบี้ยนโยบาย” (policy rate: ดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางกำหนด) ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นและอาจจำกัดการลงทุน Rabobank สมมติว่าปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาด 2 ครั้ง และ “อัตราแลกเปลี่ยนดอกเบี้ยสว็อปยูโร 10 ปี” (10-year EUR swap rate: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจากสัญญาสว็อป ซึ่งเป็นการแลกดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่) เพิ่มราว 30 จุดเบส (basis points: 0.01%) นับจากปลายกุมภาพันธ์
อิงจากประมาณการราคาพลังงานล่าสุด คาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ย 3.1% ในปี 2026 และ 2.5% ในปี 2027 โดยเงินเฟ้อสะสมสูงกว่าที่เคยคาด 1.7 จุดเปอร์เซ็นต์ การเติบโตคาด 1.5% ในปี 2025, 0.6% ในปีนี้ และ 0.9% ปีหน้า
Rabobank ระบุว่า ฉากทัศน์ที่กระทบน้อยลงจากการเปิดช่องแคบและการไหลของพลังงานกลับมาเร็ว มีโอกาสเกิดน้อยลง ขณะที่ฉากทัศน์ที่แย่กว่าเดิมยังเป็นไปได้ โดยชี้ความเสี่ยง เช่น “อุปสงค์หายไปจากราคาสูง” (demand destruction: ผู้บริโภคลดการใช้เพราะแพงเกิน), “อุตสาหกรรมย้ายฐาน/หดตัว” (de-industrialisation: ภาคการผลิตอ่อนแอลงหรือย้ายออก) และ “ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตและหนี้รัฐ” (credit and sovereign risk premia: ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเพราะความเสี่ยงเอกชนและรัฐบาลเพิ่ม) ที่อาจขยายตัว
Trading And Hedging Considerations
ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมีนาคมล่าสุดจาก Eurostat เพิ่มขึ้นเกินคาดแตะ 3.4% หนุนมุมมองว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2026 อาจเกิน 3% ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตกอยู่ในภาวะลำบาก เพราะอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจอ่อนแรง คล้ายรอบขึ้นดอกเบี้ยปี 2022 ดังนั้นผู้ลงทุนอาจพิจารณาเตรียมรับดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น “รับดอกเบี้ยคงที่” บนสัญญา “สว็อปอัตราดอกเบี้ย” (interest rate swap: สัญญาแลกดอกเบี้ยลอยตัวกับคงที่) หรือขายชอร์ต “ฟิวเจอร์สบอนด์เยอรมนี” (German Bund futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี)
ภาพการเติบโตเศรษฐกิจแย่ลง โดยคาดการณ์ GDP ปีนี้ถูกปรับลงเหลือ 0.6% จาก 1.5% ในปี 2025 สอดคล้องกับดัชนี IFO ภาวะธุรกิจเยอรมนีล่าสุดที่ปรับลดแรงที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่วิกฤตราคาพลังงานช่วงต้นทศวรรษ 2020 ภาพโตต่ำทำให้การถือ “สถานะขาย” (short position: ทำกำไรเมื่อราคาลดลง) หรือซื้อ “พุตออปชัน” (put option: สิทธิขายเพื่อกันความเสี่ยงขาลง) บนดัชนีหุ้นยุโรปวงกว้าง เช่น Euro Stoxx 50 อาจเหมาะเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ความไม่แน่นอนยังสูงมาก และความเสี่ยงฉากทัศน์รุนแรงยังชัดเจน ดัชนี VSTOXX ซึ่งวัด “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งของราคา) ของตลาดหุ้นยูโรโซน ทรงตัวสูงแถวระดับ 28 สะท้อนความกังวลของตลาด เมื่อมีโอกาสที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตและหนี้รัฐจะกว้างขึ้นคล้ายปี 2011 การซื้อออปชันเพื่อ “เฮดจ์” (hedge: ป้องกันความเสี่ยง) ต่อการปรับลงแบบฉับพลันและรุนแรงจึงเป็นประเด็นสำคัญในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า