ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กำลังขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังปรับขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง โดยตลาดมองว่า “การกลับมาเปิดการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเร็ว ๆ นี้” มีโอกาสต่ำ
ภาวะหยุดชะงักยาวขึ้นอีก 1 เดือน อาจดันสต็อกน้ำมันดิบเข้าสู่ระดับต่ำสุดที่ “ระบบยังทำงานได้” (operational lows: ระดับสต็อกขั้นต่ำที่ยังพอรองรับการขนส่งและการกลั่นได้) หากเกิดขึ้นจริง วิธีหลักในการทำให้ตลาดกลับมาสมดุลอาจเป็น “ความต้องการใช้น้ำมันลดลงเพราะราคาแพง” (demand destruction: ผู้บริโภคและธุรกิจลดการใช้น้ำมันเมื่อราคาสูง) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ
Oil Supply Shock And Inventory Risk
แม้มีปัญหาด้านอุปทาน แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าอุปสงค์อ่อนแรงลง เช่น เที่ยวบินถูกยกเลิกมากขึ้น อัตราการใช้กำลังการกลั่นลดลง และสหภาพยุโรปเตรียมมาตรการเพื่อใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินให้คุ้มค่าขึ้น
เมื่อเบรนท์มุ่งสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ “น้ำมันแพงแต่เศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อสูง” (oil-stagflation: stagflation คือเศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง) โดยแรงขับสำคัญคือการหยุดชะงักต่อเนื่องของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ผู้เล่นควรเตรียมรับ “ความผันผวนสูง” (volatility: ราคาขึ้นลงแรง) ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) สัปดาห์ที่แล้วระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 4.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 2.1 ล้านบาร์เรล สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัว ข้อมูลนี้หนุนมุมมองว่าเรากำลังเข้าใกล้ระดับสต็อกขั้นต่ำที่ยังรองรับการดำเนินงานได้ ส่งผลให้ตลาดไวต่อข่าวฝั่งอุปทานมากเป็นพิเศษ
ในบริบทนี้ ความผันผวนที่ตลาด “สะท้อนในราคาออปชัน” (implied volatility: ความผันผวนที่ถูกฝังอยู่ในราคาซื้อขายออปชัน) เพิ่มขึ้นแรง ทำให้การถือสถานะ “ซื้อ/หวังขึ้น” แบบตรง ๆ มีต้นทุนสูง ผู้ลงทุนอาจใช้ “คอลสเปรด” (call spread: กลยุทธ์ออปชันที่ซื้อคอลและขายคอลอีกตัว เพื่อจำกัดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) เพื่อเล่นโอกาสขึ้นต่อโดยกำหนดความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายแพงเท่าซื้อคอลแบบเดี่ยว
Trading Implications For Volatility And Spreads
พร้อมกันนั้น ต้องจับตาสัญญาณ “อุปสงค์ถูกทำลาย” ที่เริ่มเห็นแล้ว โดยตัวเลขล่าสุดของ IATA ระบุว่า การยกเลิกเที่ยวบินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8% ในเดือนมีนาคม 2026 เทียบกับเดือนก่อนหน้า อุปสงค์ที่อ่อนลงอาจทำให้ราคามีเพดาน แม้อุปทานจะตึงตัว
แรงดึงสองด้านนี้ชี้ว่า “ส่วนต่างกำไรการกลั่น” (refining margins: กำไรของโรงกลั่นจากการขายผลิตภัณฑ์) หรือ “แครกสเปรด” (crack spread: ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น เบนซิน/ดีเซล/เชื้อเพลิงเครื่องบิน) มีแนวโน้มถูกกดดัน หากความต้องการผลิตภัณฑ์อย่างเชื้อเพลิงเครื่องบินและน้ำมันเบนซินลดเร็วกว่าฝั่งน้ำมันดิบ จะเกิดโอกาสเทรด “ส่วนต่างแคบลง” (narrowing of the spread: ส่วนต่างราคาลดลง) ซึ่งเป็นวิธีสะท้อนมุมมองเศรษฐกิจอ่อนแรงได้ชัดขึ้น
ย้อนดูจากปี 2025 เคยเกิดการกลับทิศของราคาช่วงปลายปี 2022 เมื่อความกังวลเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกมีน้ำหนักมากกว่าช็อกอุปทานระยะแรกจากสงครามยูเครน รูปแบบคล้ายกันอาจเกิดได้ หากธนาคารกลางต้อง “คุมเข้ม” ต่อเพื่อสู้เงินเฟ้อรอบใหม่ (hawkish: เน้นขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ) บทเรียนนี้เตือนว่าไม่ควรคาดหวังราคาน้ำมันขาขึ้นแรงต่อเนื่องนานเกินไป