สต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ จาก API ลดลง 4.4 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เมษายน โดยตลาดคาดว่าจะลดลง 1 ล้านบาร์เรล
ตัวเลขสต็อกที่ลดลงจริงมากกว่าคาด 3.4 ล้านบาร์เรล สะท้อนว่าสต็อกหดตัวแรงกว่าที่ตลาดประเมิน
สต็อกลดเกินคาด สะท้อนตลาดตึงตัวขึ้น
การที่สต็อกลดลง 4.4 ล้านบาร์เรลมากกว่าที่ตลาดคาด หมายถึงอุปทาน (ปริมาณน้ำมันที่มีขายในตลาด) อาจตึงตัวกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ถือเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบในเชิงพื้นฐาน (อิงข้อมูลอุปสงค์-อุปทานจริง) ในช่วงปลายเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี ควรรอรายงานอย่างเป็นทางการจาก EIA (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ) เพื่อยืนยันแนวโน้มก่อนเพิ่มขนาดการลงทุน
หากภาวะตึงตัวนี้เกิดขึ้นจริง อาจพิจารณาเปิดสถานะฝั่งขึ้นผ่านอนุพันธ์ (เครื่องมือการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) เช่น ซื้อคอลออปชัน (สิทธิในการซื้อ) บนสัญญาฟิวเจอร์ส WTI เดือนมิถุนายน เพื่อเปิดโอกาสรับกำไรเมื่อราคาขึ้น โดยจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ค่าเบี้ย (เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน)
ข้อมูลสต็อกครั้งนี้สอดคล้องกับปัจจัยหนุนอื่น เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังทำให้ราคาน้ำมันมี “พรีเมียม” (ส่วนเพิ่มของราคาเพราะความเสี่ยง) นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการกลั่นในสหรัฐฯ ล่าสุดสูงกว่า 90% ซึ่งหมายถึงโรงกลั่นเดินเครื่องมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการขับขี่ช่วงฤดูร้อน จึงมีโอกาสที่การลดลงของสต็อกน้ำมันดิบจะต่อเนื่อง
สต็อกที่ลดเกินคาดมีแนวโน้มทำให้ความผันผวนโดยนัยในตลาดออปชัน (implied volatility: ค่าที่ตลาดสะท้อนว่าราคาอาจแกว่งแรงแค่ไหน ซึ่งทำให้ค่าเบี้ยแพงขึ้น) สูงขึ้น ส่งผลให้ออปชันฝั่งซื้อมีต้นทุนสูงกว่าเดิม ดังนั้น การทำ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิหนึ่ง และขายคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดค่าเบี้ย) อาจคุ้มค่ากว่า เพื่อเล่นโอกาสราคาปรับขึ้นพร้อมลดต้นทุนบางส่วน
ตรวจความเสี่ยงก่อนเพิ่มขนาดการลงทุน
อย่างไรก็ดี ควรระมัดระวัง โดยนึกถึงช่วงต้นปี 2025 ที่เคยเกิดสต็อกลดลงแรงหลายครั้ง ทำให้ราคาพุ่งสั้นๆ ก่อนที่ความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวจะกดดันตลาด การปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงต้องมีสัญญาณยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ไม่ใช่ดูเฉพาะระดับสต็อก