เควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ามาแทนเจอโรม พาวเวลล์ในตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) บอกกับคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาว่า เขาต้องการปฏิรูประบบนโยบายครั้งใหญ่ เขาเชื่อมโยงการปฏิรูปกับแรงกดดันค่าครองชีพ และระบุว่า Fed ควรโฟกัส “เสถียรภาพราคา” (ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้) และทำหน้าที่ให้อยู่ในขอบเขตอำนาจของตน
เขาเรียกร้องให้มี “กรอบเงินเฟ้อ” ใหม่ (แนวทาง/กติกาที่ใช้กำหนดวิธีรับมือเงินเฟ้อ), เปลี่ยนวิธีใช้เครื่องมือ และสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น เขาระบุว่าเครื่องมือ “ดอกเบี้ยนโยบาย” (อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของ Fed ที่มีผลต่อดอกเบี้ยในระบบ) ยุติธรรมกว่าการซื้อพันธบัตร และ Fed ควรถอยออกจาก “เรื่องการคลัง” (นโยบายงบประมาณ/การใช้จ่ายของรัฐบาล)
Message Discipline And Policy Reset
วอร์ชกล่าวว่า Fed ควรพร้อมเปลี่ยนมุมมองและแก้ความผิดพลาดให้เร็ว และแสดงความกังขาต่อ “การชี้นำล่วงหน้า” (forward guidance: การส่งสัญญาณทิศทางนโยบายในอนาคตเพื่อชี้นำตลาด) โดยมองว่าเจ้าหน้าที่ Fed พูดล่วงหน้าเรื่องเส้นทางดอกเบี้ยมากเกินไป
เขาระบุว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อดีขึ้นบ้าง แต่ข้อมูลเงินเฟ้อไม่สมบูรณ์ และนโยบายทำงานแบบมี “ความล่าช้า” (ผลของการขึ้น/ลดดอกเบี้ยมักเห็นชัดหลังเวลาผ่านไป) เขาไม่เห็นด้วยว่ามาตรการภาษีนำเข้าเป็นเหตุของเงินเฟ้อที่เกินเป้า และบอกว่าผลจาก AI ทำให้ Fed ควรทบทวนแบบจำลองของตน
วอร์ชกล่าวว่า “งบดุล” ที่เล็กลง (ขนาดสินทรัพย์ที่ Fed ถืออยู่ โดยมากคือพันธบัตร) อาจช่วยให้ดอกเบี้ยต่ำลง เงินเฟ้อดีขึ้น และเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น เขาจะเข้าให้การวันอังคารเวลา 09:00 GMT
เครื่องมือ CME FedWatch (เครื่องมือที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของระดับดอกเบี้ยจากราคาฟิวเจอร์ส) ชี้ว่ามีโอกาสราว 60% ที่ดอกเบี้ยนโยบายจะ “คงเดิม” ที่ 3.5%–3.75% ณ สิ้นปี 2026 เดือนมกราคมตลาดเคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25 เบสพอยต์ (basis point: 0.01% ดังนั้น 25 เบสพอยต์ = 0.25%) แต่ความคาดหวังเปลี่ยนไปหลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจากเหตุการณ์ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน และความกังวลเงินเฟ้อที่ตามมา