สต็อกสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจสหรัฐลดลง 1.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3%
ข้อมูลสะท้อนว่าสต็อกสินค้าคงคลังเคลื่อนไหวสวนทางกับคาดการณ์ โดยระดับสินค้าคงคลังของธุรกิจทั่วสหรัฐปรับลดลงเมื่อเทียบรายเดือน
แรงซื้อสูง ดึงสต็อกลง
การลดลงแรงของสินค้าคงคลังในเดือนกุมภาพันธ์ชี้ว่า “อุปสงค์” (demand หรือความต้องการซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ) ร้อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ บริษัทขายสินค้าได้เร็วกว่าการเติมสินค้าเข้าคลัง ทำให้มีแนวโน้มต้องเพิ่มคำสั่งผลิตในระยะถัดไปเพื่อเติมสต็อก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้การเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 2 แข็งแกร่งขึ้น
มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดของเดือนมีนาคม 2026 ที่ยอดค้าปลีก (retail sales หรือยอดขายหน้าร้าน/ออนไลน์ที่สะท้อนการใช้จ่ายผู้บริโภค) เพิ่มขึ้น 0.8% สูงกว่าคาดมาก นอกจากนี้ ดัชนี ISM Manufacturing PMI ล่าสุดอยู่ที่ 51.5 (PMI คือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งมากกว่า 50 หมายถึงภาคการผลิต “ขยายตัว”) สะท้อนกิจกรรมโรงงานกลับมาเติบโตชัดเจนเป็นครั้งแรกในหลายเดือน ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าการลดลงของสต็อกเกิดจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การตั้งใจลดสต็อกของธุรกิจ
อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจทำให้ภาพเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้นและกระทบแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI คือมาตรวัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภค) เดือนมีนาคมออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.6% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้เฟดมีเหตุผลน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ และเพิ่มโอกาสที่ดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับสูงไปจนถึงช่วงฤดูร้อน
ย้อนกลับไปปี 2025 เคยเกิดการลดลงของสต็อกในไตรมาส 3 (แม้ไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้) ก่อนที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี ช่วงนั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields คือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากพันธบัตร) ปรับขึ้น เพราะตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย ภาพอดีตนี้บ่งชี้รูปแบบที่อาจเกิดซ้ำได้