EUR/USD อ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ใกล้ 1.1785 ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันอังคาร หลังตลาดประเมินความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนที่ “การหยุดยิง” (ceasefire: ข้อตกลงหยุดโจมตีกันชั่วคราว) ระยะ 14 วันจะครบกำหนดสิ้นสุดในวันพุธ โดยวันอังคารนี้จะมีผลสำรวจความเชื่อมั่น ZEW ของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW surveys: แบบสำรวจมุมมองเศรษฐกิจของนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน) ส่วนสหรัฐมีกำหนดรายงานยอดค้าปลีกเดือนมีนาคม (Retail Sales: มูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในร้านค้า)
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าไม่ได้เร่งยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่คาดว่าจะมีการเจรจารอบใหม่กับเตหะรานที่ปากีสถาน ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นใกล้เส้นตายการหยุดยิง
การเจรจาหยุดยิงและปฏิกิริยาตลาด
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอเลบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับการเจรจากับสหรัฐขณะถูกคุกคาม ตามรายงานของ Guardian ขณะที่อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า “การละเมิดการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง” ของสหรัฐขัดขวางกระบวนการทูต
ความไม่แน่นอนเรื่องการหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน หนุนความต้องการถือดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar: สกุลเงินที่มักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยามตลาดผันผวน) และกดดัน EUR/USD โดยคู่เงินเผชิญแรงต้านจากภาวะรับความเสี่ยงที่ยังไม่นิ่ง (risk conditions: บรรยากาศที่นักลงทุนพร้อมหรือไม่พร้อมรับความเสี่ยง)
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร) ต้องการคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนเมษายน ด้าน Barclays คาดว่าตลาดจะหันไปจับตาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในเดือนมิถุนายนและกันยายน (25 basis point: 0.25%) จากเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นเพราะพลังงาน (energy-driven inflation: เงินเฟ้อที่ถูกดันโดยราคาพลังงาน)
ความต่างนโยบายการเงินและการวางตำแหน่งในออปชัน
ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สองครั้งในปี 2025 แต่ผลกระทบจำกัดเพราะเงินเฟ้อสหรัฐลดลงยาก โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI: มาตรวัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) ล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 2.9% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น (higher for longer: คงดอกเบี้ยระดับสูงเป็นเวลานาน) ความต่างของทิศทางนโยบาย (policy divergence: นโยบายการเงินของสองฝั่งไม่ไปในทางเดียวกัน) เป็นแรงหลักที่กด EUR/USD ลง
ในสภาพแวดล้อมนี้ ยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อ EUR/USD นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อ “พุตออปชัน” (put option: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนด) เดือนมิถุนายน 2026 ที่ราคาใช้สิทธิใกล้ 1.06 เพื่อเก็งว่าดอลลาร์จะแข็งต่อ กลยุทธ์นี้จำกัดความเสี่ยงได้ชัดเจน (defined-risk: รู้ขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า) หากหลุดระดับต่ำสุดของปี
อย่างไรก็ดี หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายเร็ว หรือรายงานการจ้างงานสหรัฐออกมาอ่อนแอมาก อาจเกิดการดีดกลับแรง (snap-back rally: รีบาวด์เร็วและแรง) เพื่อรับมือความผันผวนสองทาง อาจใช้กลยุทธ์ “ลองสตรัดเดิล” (long straddle: ซื้อคอลออปชันและพุตออปชันที่ราคาใช้สิทธิเท่ากัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) สำหรับเดือนพฤษภาคม
ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศต่อไปจะเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยเฉพาะ GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐ (GDP: มูลค่าผลผลิตรวมในประเทศ) และประมาณการเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนเมษายนแบบเบื้องต้น (flash estimate: ตัวเลขเร็วที่ยังไม่สรุปสุดท้าย) หากเศรษฐกิจสหรัฐโตเกินคาดที่ 2.1% จะย้ำมุมมองลบต่อ EUR/USD ทำให้พุตน่าสนใจขึ้น ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อยุโรปพุ่งเกินคาด อาจบีบให้ ECB ส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น (hawkish: สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อเข้ม) ซึ่งเอื้อกลยุทธ์คอลออปชัน (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคากำหนด)