NZD/USD ปรับขึ้นมาที่ราว 0.5910 ในช่วงเช้าของการซื้อขายเอเชียวันอังคาร หลังเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นจากข้อมูลเงินเฟ้อ โดยประเด็นที่ตลาดจับตาต่อในวันอังคารคือรายงานยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมีนาคม (Retail Sales: มูลค่ายอดขายสินค้าปลีก ใช้วัดกำลังซื้อผู้บริโภค)
สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์ (Statistics New Zealand) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี (YoY: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ในไตรมาส 1 ปี 2026 เท่ากับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่เพิ่ม 3.1% และสูงกว่าคาดการณ์ 2.9% ขณะที่ CPI รายไตรมาสเพิ่ม 0.9% ในไตรมาส 1 จาก 0.6% สูงกว่าประมาณการ 0.8%
เงินเฟ้อนิวซีแลนด์หนุน “กีวี”
ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนจากความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักทำให้ความต้องการ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนถือเมื่อกังวลความเสี่ยง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ) สูงขึ้น โดยข้อตกลงหยุดยิงสองสัปดาห์มีกำหนดสิ้นสุดในวันพุธ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าไม่น่าจะขยายการหยุดยิงกับอิหร่าน ขณะที่ผู้เจรจาระดับสูงของอิหร่านระบุว่าเตหะรานจะไม่เจรจาภายใต้การข่มขู่ และกล่าวหาทรัมป์ว่าต้องการให้ “ยอมจำนน”
เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าหลังเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด โดย CPI ไตรมาส 1 ที่ 3.1% YoY ทำให้ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ: ธนาคารกลางที่กำหนดนโยบายการเงิน) มีแนวโน้มถูกกดดันให้คงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งอาจทำให้การลดดอกเบี้ยที่ตลาดเคยคาดไว้ “ช้าลง”
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญคือความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านที่รุนแรงขึ้น หากไม่ต่ออายุหยุดยิง อาจเกิดภาวะ “หนีความเสี่ยง” (risk-off: นักลงทุนลดสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มการถือสินทรัพย์ปลอดภัย) ซึ่งเป็นบวกต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเคยเห็นดัชนี VIX (ตัววัดความกลัวของตลาดจากความผันผวนที่คาดของหุ้นสหรัฐฯ) พุ่งมากกว่า 45% ภายในสัปดาห์หลังสงครามยูเครนเริ่มในปี 2022 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นตลาดเปลี่ยนทิศได้เร็ว
จับตายอดค้าปลีกสหรัฐฯ
ตลาดรอดูรายงานยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมีนาคม หากออกมาดี จะตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed: หน่วยงานกำหนดดอกเบี้ยสหรัฐฯ) มีเหตุผลน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย และหนุนดอลลาร์เพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น เดือนมีนาคม 2024 ยอดค้าปลีกสูงกว่าคาดและเพิ่ม 0.7% ส่งผลบวกต่อดอลลาร์ในช่วงนั้น
ท่ามกลางปัจจัยที่หนุนคนละฝั่ง ตลาดมองว่า “ความผันผวน” (volatility: ระดับการแกว่งตัวของราคา) ของ NZD/USD จะเด่นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยความผันผวนโดยนัย 1 สัปดาห์ (one-week implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาตราสารอนุพันธ์ ไม่ใช่ความผันผวนที่ผ่านมา) ของคู่นี้ไต่ขึ้นใกล้ 12% สะท้อนว่านักลงทุนคาดว่าราคามีโอกาสแกว่งแรง บรรยากาศเช่นนี้เอื้อต่อกลยุทธ์ “ถือความผันผวน” (long volatility: ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เช่น ซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อออปชันซื้อและขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือสแตรงเกิล (strangle: ซื้อออปชันซื้อและขายคนละราคาใช้สิทธิ) เพื่อหวังกำไรจากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทั้งสองทิศทาง
สำหรับผู้ที่มีสถานะอยู่แล้ว การใช้ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อทำ “เฮดจ์” (hedge: ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต) จากการกลับทิศรุนแรงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เช่น ซื้อพุตออปชัน (put option: สิทธิขาย ป้องกันความเสี่ยงขาลง) เพื่อคุ้มครองสถานะถือ NZD หากราคาดิ่งจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์หรือข้อมูลสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง หรือหากมั่นใจทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อาจใช้ออปชันเพื่อจำกัดความเสี่ยง (defined-risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัดที่ค่าเบี้ยประกัน) เช่น ซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิซื้อ) หากเชื่อว่าท่าที RBNZ จะมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์