BNP Paribas รายงานว่า GDP ของจีนในไตรมาส 1/2026 เติบโต 5.0% เมื่อเทียบรายปี (year-on-year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) เพิ่มจาก 4.5% ในไตรมาส 4/2025 โดยธนาคารยังประเมินการเติบโตทั้งปี 2025 ที่ 5.0% และคาดว่าในปี 2026 จะชะลอลงในระดับปานกลาง
ธนาคารระบุว่าเศรษฐกิจมีรูปแบบ “K-shaped” หรือฟื้นตัวแบบสองขั้ว คือภาคส่งออกแข็งแกร่ง แต่ความต้องการในประเทศยังอ่อนแอ พร้อมชี้ว่า “วิกฤตอสังหาริมทรัพย์” ยังดำเนินต่อเนื่อง
แนวโน้มนโยบาย และภาพรวมตลาด
BNP Paribas ระบุว่า ทางการมีแนวโน้มคงนโยบายการคลังและนโยบายการเงินในทิศทางสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่จะใช้มาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไปและไม่รุนแรง โดยแนวทางนี้คาดว่าจะยังดำเนินต่อไป แม้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกจะเอื้อน้อยลง
แรงกดดันด้านเงินฝืด (deflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมลดลงต่อเนื่อง) คาดว่าจะลดลงในปี 2026 โดย BNP Paribas เชื่อมโยงกับราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น และมาตรการ “anti-involution” ที่ทางการนำมาใช้ ซึ่งหมายถึงมาตรการลดการแข่งขันที่ตัดราคาหรือทุ่มต้นทุนกันเกินจำเป็น จนทำให้กำไรหดและกดดันราคาในระบบ
บทความระบุว่าเขียนโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยวิเคราะห์/สร้างเนื้อหา) และได้รับการตรวจทานโดยบรรณาธิการ
เรามองว่าการเติบโต 5.0% ในไตรมาส 1 ที่ยืนยันแล้ว สะท้อนเศรษฐกิจ “สองความเร็ว” และเปิดโอกาสสำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น ค่าเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การฟื้นตัวแบบ K-shaped นี้ชี้ว่าอาจจับคู่ “สถานะซื้อ” (long: คาดว่าราคาจะขึ้น) ในหุ้นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาส่งออก กับ “สถานะขาย” (short: คาดว่าราคาจะลง) ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น (consumer discretionary: สินค้าที่ผู้บริโภคตัดลดได้เมื่อรายได้ตึง เช่น รถยนต์ ของฟุ่มเฟือย) ที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ รูปแบบนี้คล้ายความแตกต่างที่เคยเกิดขึ้นต้นปี 2025 เมื่อข้อมูลส่งออกที่ดีบดบังความอ่อนแอภายในประเทศ
ผลต่อกลยุทธ์ซื้อขายอนุพันธ์
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อยังเป็นแรงฉุดหลักต่อเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้การใช้ “ออปชันขาย” (put option: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาอ้างอิง เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลง) กับผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดความเสี่ยงของพอร์ต) ที่น่าสนใจ ราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองใหญ่ของจีนลดลง 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน (month-on-month: เทียบกับเดือนก่อน) ในเดือนมีนาคม 2026 ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงที่แทบไม่หยุดตั้งแต่กลางปี 2024 และเมื่อทางการให้การพยุงเพียงระดับจำกัด จึงไม่คาดว่าจะเห็นการกลับตัวขึ้นแรงในระยะสั้น
เมื่อแรงกดดันเงินฝืดเริ่มคลาย ควรพิจารณา “ออปชันซื้อ” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาอ้างอิง เพื่อรับประโยชน์จากขาขึ้น) ในบริษัทกลุ่มพลังงานและวัสดุ ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI คือดัชนีราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายออกจากโรงงาน) เพิ่งกลับมาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายปีเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศสำคัญหลังอยู่ในภาวะเงินฝืดตลอดปี 2025 สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าบริษัทที่มี “อำนาจกำหนดราคา” (pricing power: สามารถขึ้นราคาได้โดยยอดขายไม่หายมาก) โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก มีแนวโน้มได้ประโยชน์
สัญญาณเศรษฐกิจที่สวนทางกันน่าจะทำให้เงินหยวนเคลื่อนไหวในกรอบแคบเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกที่แข็งแกร่งช่วยพยุง แต่ภาพในประเทศที่อ่อนแอและท่าทีเชิงระมัดระวังของนโยบายทำให้โอกาสแข็งค่ามากถูกจำกัด สภาพแวดล้อมนี้เหมาะกับการ “ขายความผันผวน” (selling volatility: ทำกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาจริงแกว่งน้อยกว่าที่ตลาดคาด) ทำให้กลยุทธ์ “short strangle” บนออปชัน USD/CNH (การขายออปชันซื้อและออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิคนละระดับ เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน หากราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ) เป็นทางเลือกเพื่อสร้างรายได้