USD/CHF ขยับขึ้นเล็กน้อยมาแถว 0.7820 ในช่วงเช้าของการซื้อขายยุโรปวันจันทร์ และยังทรงตัวเหนือ 0.7800 หลังอ่อนลงเล็กน้อยในวันก่อนหน้า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เพราะตลาดลดความคาดหวังว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)” จะลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ จากความกังวลเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ผู้ว่าการ Fed คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “อัตราความสมดุลของตลาดแรงงาน (break-even rate)” ซึ่งหมายถึงระดับที่ตลาดแรงงานไม่ร้อนแรงและไม่อ่อนแรงจนกดดันเงินเฟ้อ น่าจะอยู่ใกล้ศูนย์ เขายังเตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและการจ้างงาน
เจ้าหน้าที่ Fed ส่งสัญญาณจับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด
ประธาน Fed ซานฟรานซิสโก แมรี่ เดลี่ ระบุว่า กำลังประเมินว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกำลังส่งต่อไปยังเงินเฟ้อของสินค้าและบริการในวงกว้างหรือไม่ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจาก “แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven demand)” คือการที่นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัยในช่วงความเสี่ยงสูง จากความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่านที่กลับมาร้อนแรง
สื่อ The Guardian รายงานวันจันทร์ว่า เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า การปิดล้อมท่าเรือและแนวชายฝั่งของอิหร่านโดยสหรัฐเป็นการรุกรานและเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เขาโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า การลงโทษประชาชนอิหร่านแบบเหมารวมเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
“ฟรังก์สวิส (CHF)” อาจได้แรงหนุนจากกระแสสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน ขณะที่ความกังวลเงินเฟ้อจากพลังงานอาจกระทบมุมมองต่อนโยบายของ “ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB)” รายงานการประชุม SNB เดือนมีนาคมระบุถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และชี้ว่า SNB อาจ “แทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX intervention)” คือเข้าไปซื้อ/ขายเงินตราในตลาด เพื่อจำกัดการแข็งค่ารวดเร็วของ CHF
ข้อมูลดุลการค้าสวิตเซอร์แลนด์จะประกาศวันอังคาร ส่วนยอดค้าปลีกสหรัฐจะประกาศในวันจันทร์
ตลาดหันโฟกัสข้อมูลสำคัญและกลยุทธ์
มองว่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าต่อฟรังก์สวิส เพราะ Fed ยังไม่น่าจะลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐเดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 3.6% และยังลดลงช้า ทำให้ตลาดกังวลว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่จบ ส่งผลให้ดอลลาร์ได้เปรียบสกุลอื่น แม้เทียบกับสกุลที่มักถูกมองว่าปลอดภัยอย่างฟรังก์
ท่าทีระมัดระวังของ Fed ทำให้ “ความต่างของนโยบายการเงิน (policy divergence)” ชัดเจนกับธนาคารกลางอื่น การประเมินของตลาดผ่านเครื่องมือ CME FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือที่คำนวณความน่าจะเป็นของการปรับดอกเบี้ยจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บ่งชี้ว่า โอกาสลดดอกเบี้ยก่อนไตรมาส 4 ปี 2026 ต่ำกว่า 40% มุมมองว่า “ดอกเบี้ยสหรัฐสูงนานขึ้น” ทำให้การถือดอลลาร์น่าสนใจขึ้นเพราะได้ “ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (yield)” มากกว่า
แม้ฟรังก์จะได้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ SNB เป็นเหมือนเพดานจำกัดความแข็งแกร่ง ย้อนดูปี 2025 พบว่า SNB เคยขายฟรังก์ในตลาดเมื่อ USD/CHF อ่อนลงใกล้ 0.7600 สะท้อนว่าหน่วยงานพร้อมเข้าควบคุมความผันผวน ทำให้โอกาสที่ฟรังก์จะแข็งเร็ว ๆ ลดลงแม้ความไม่แน่นอนโลกสูง
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นตัวขับหลักทั้ง “ความกลัวเงินเฟ้อ” และกระแสสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเมษายน 2026 ทำให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปยังรายงานเงินเฟ้อทั่วโลก สถานการณ์นี้หนุนทั้งดอลลาร์และฟรังก์ แต่ตลาดมองว่า Fed ตอบสนองต่อเงินเฟ้อเข้มกว่า
สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์ (derivatives)” ซึ่งเป็นเครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน ความขัดแย้งนี้อาจทำให้ “ความผันผวน (volatility)” สูงขึ้น มองว่า “ความผันผวนโดยนัย (implied volatility)” ของ “ออปชัน USD/CHF (options)” ซึ่งเป็นค่าที่ตลาดสะท้อนความคาดหวังความผันผวนในอนาคต อาจยังต่ำเกินไป กลยุทธ์อย่าง “สตรัดเดิล (straddle)” คือซื้อออปชันทั้ง Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน หรือ “สแตรงเกิล (strangle)” คือซื้อ Call/Put คนละราคาใช้สิทธิ อาจเหมาะเพื่อหวังผลจากการแกว่งแรงไม่ว่าจะขึ้นหรือลง โดยเน้นจับการหลุดกรอบแคบในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม อาจให้น้ำหนักทางขึ้นของ USD/CHF มากกว่าเล็กน้อยจากความต่างของนโยบายธนาคารกลาง พิจารณากลยุทธ์เชิงบวกแบบจำกัดความเสี่ยง เช่น “คอลสเปรด (call spread)” คือซื้อ Call พร้อมขาย Call ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนเริ่มต้นและรับประโยชน์หากราคาปรับขึ้น การทะลุแนวต้าน 0.7900 อาจเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการเปิดสถานะ