Baker Hughes รายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมัน (oil rig: แท่นที่ใช้เจาะหลุมผลิตน้ำมัน) ในสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 410 แท่น จากครั้งก่อน 411 แท่น
หมายความว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินงาน ลดลง 1 แท่นเมื่อเทียบสัปดาห์ก่อน ข้อมูลมาจากรายงานนับจำนวนแท่นขุดเจาะของ Baker Hughes ที่ประกาศเป็นประจำ
จำนวนแท่นขุดเจาะสหรัฐฯ สะท้อนวินัยการลงทุน
จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันสหรัฐฯ ลดลง 1 แท่นมาอยู่ที่ 410 ซึ่งโดยตัวเลขลำพังไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ อย่างไรก็ดี แนวโน้มที่แทบไม่ขยับสะท้อนว่า ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ชะลอการเพิ่มการขุดเจาะใหม่ วินัยด้านการลงทุน (capital discipline: คุมงบลงทุน ไม่เร่งขยายกำลังผลิต) ชี้ว่า การเติบโตของอุปทานน้ำมันสหรัฐฯ ในอนาคตอาจจำกัด
ภาวะแท่นขุดเจาะทรงตัวเกิดขึ้นพร้อมกับการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA: หน่วยงานรัฐที่รายงานข้อมูลพลังงาน) รายงานล่าสุดราว 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในช่วงปี 2025 น่าจะเริ่มชะลอ ทำให้การไม่เพิ่มการขุดเจาะใหม่อาจส่งผลชัดขึ้นในเดือนต่อจากนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI (WTI: น้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐฯ ใช้เป็นราคาอ้างอิง) มีแนวรับที่แข็งแรง
ด้านภาพรวมโลก อุปทานยังตึงตัว โดย OPEC+ (OPEC+: กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ส่งสัญญาณว่าจะคงมาตรการลดกำลังการผลิตต่อเนื่องช่วงฤดูร้อน เมื่อรวมกับการคาดการณ์อุปสงค์ (demand forecasts: ประมาณการความต้องการใช้น้ำมัน) ครึ่งหลังปี 2026 ที่ถูกปรับเพิ่มเล็กน้อยจากความแข็งแกร่งของตลาดเอเชีย ปัจจัยพื้นฐานยังหนุนราคา นอกจากนี้ สต็อกน้ำมัน (inventories/stockpiles: ปริมาณน้ำมันคงคลัง) ลดลงมากกว่าคาด โดยสต็อกเชิงพาณิชย์ลดลงเกือบ 3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้เทรดสัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ภาวะนี้สะท้อนว่า ความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) อาจถูกตลาดประเมินต่ำ การขาดปัจจัยหนุนจากฝั่งอุปทานของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดไวต่อข่าวอุปสงค์หรือภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical news: ข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบพลังงาน) จึงเหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาทรงตัวหรือค่อยๆ ไต่ขึ้น
เรามองว่า การซื้อสเปรดคอล (call spread: ซื้อออปชัน “คอล” หนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน) บน WTI สำหรับไตรมาส 3 เป็นทางเลือกที่จำกัดความเสี่ยง (risk-defined: รู้เพดานขาดทุนชัดเจน) เพื่อวางตำแหน่งรับภาวะอุปทานตึงตัว ช่วยรับโอกาสขาขึ้นจากภาวะอุปทานตึง (supply squeeze: อุปทานตึงจนดันราคา) พร้อมลดต้นทุนเริ่มต้น อีกทางคือ การขายพุตนอกเงิน (out-of-the-money puts: ออปชันพุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด) ที่อายุสั้น เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่ได้รับ/จ่ายจากการซื้อขายออปชัน) โดยคาดว่าแนวรับจากปัจจัยพื้นฐานยังอยู่
ความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตาม
เมื่อย้อนดูความผันผวนรุนแรงของราคาในปี 2025 จะเห็นว่า ช่วงที่จำนวนแท่นขุดเจาะเติบโตต่ำมักเกิดก่อนราคาพุ่ง ผู้ลงทุนจึงควรระวังการถือสถานะชอร์ตตรงๆ (outright short: ขายล่วงหน้า/ตั้งเดิมพันว่าราคาจะลงโดยไม่เฮดจ์) และพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่ยังหนุนราคา รายงานสต็อกของ EIA ที่จะประกาศต่อไป รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางต่อเงินเฟ้อ (inflation: ภาวะราคาสินค้าและบริการปรับขึ้น) เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา