ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินเดียปรับขึ้นสู่ระดับ 700.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 เมษายน จาก 697.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
การเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้หมายถึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศรวม (เงินสกุลต่างประเทศที่ธนาคารกลางถือไว้) ของอินเดีย
การที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินเดียเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 700.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า “ธนาคารกลาง” กำลังดูดซับเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าอย่างจริงจัง โดยการซื้อดอลลาร์จะช่วยไม่ให้ค่าเงินรูปีแข็งเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ควรมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ธนาคารกลางต้องการดูแลให้คู่เงิน USD/INR (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อรูปีอินเดีย) เคลื่อนไหวในกรอบแคบ
เมื่อมีการแทรกแซง (การเข้าซื้อ/ขายเงินตราของธนาคารกลางเพื่อชะลอความผันผวน) ในระดับสูงเช่นนี้ คาดว่าความผันผวนของค่าเงินจะยังอยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ย้อนดูปี 2024 และ 2025 พบว่าช่วงที่ทุนสำรองเพิ่มขึ้นลักษณะนี้ เคยทำให้ “ความผันผวนโดยนัย 1 เดือน” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ของ USD/INR ลดต่ำกว่า 5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก กลยุทธ์ขายออปชัน เช่น straddle ระยะสั้น (ขายออปชันซื้อและขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อเก็งว่าราคาไม่แกว่งแรง) หรือ strangle (ขายออปชันซื้อและขายคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อเก็งว่าแกว่งอยู่ในกรอบ) จึงอาจได้เปรียบในภาวะที่ราคาไม่เหวี่ยงมาก
การซื้อดอลลาร์ของธนาคารกลางยังทำหน้าที่เป็น “แนวรับเชิงนโยบาย” ให้กับ USD/INR กล่าวคือช่วยจำกัดโอกาสที่รูปีจะแข็งค่ามากในระยะนี้ นัยคือการขายคอลออปชันนอกกรอบ (out-of-the-money call: ออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน) บน USD/INR อาจเป็นดีลที่น่าสนใจ เพราะการเข้ามาของธนาคารกลางมีแนวโน้มกดไม่ให้คู่เงินพุ่งขึ้นเร็ว ขณะเดียวกัน การเก็ง “รูปีแข็ง” แบบตรงๆ (outright: ซื้อ/ขายค่าเงินโดยไม่ใช้ออปชัน) ดูเสี่ยงกว่าในสภาพแวดล้อมนี้
กระแสเงินไหลเข้าดังกล่าวยังได้แรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐาน โดยนักลงทุนต่างชาติยังสนใจตลาดตราสารหนี้อินเดียซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ 7.15% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกับประเทศพัฒนาแล้วยังจูงใจต่อ “แคร์รีเทรด” (carry trade: กู้/ขายเงินดอกเบี้ยต่ำไปถือสินทรัพย์สกุลดอกเบี้ยสูงเพื่อกินส่วนต่าง) กระแสเงินทุนที่เข้ามาต่อเนื่องนี้ทำให้ธนาคารกลางมีอำนาจมากขึ้นในการดำเนินกลยุทธ์ดูแลค่าเงินต่อไป