หุ้นโลกฟื้นตัวขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากความหวังว่ากำไรบริษัทไตรมาส 1 (Q1) จะออกมาแข็งแกร่ง และบรรยากาศการรับความเสี่ยงดีขึ้นหลังมีข่าว “หยุดยิง” (ceasefire: การตกลงหยุดการสู้รบชั่วคราว) ระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน การฟื้นตัวครั้งนี้ช่วยให้ตลาดชดเชยการปรับลงจากสงครามได้เกือบทั้งหมด
ประมาณการของ S&P 500 (ดัชนีหุ้นสหรัฐ 500 บริษัทใหญ่) ดีขึ้น โดยตลาดคาดกำไรเพิ่มราว 19% และ “มาร์จิ้น” 16% (margin: อัตรากำไรต่อยอดขาย) ในสหรัฐ กระแสเงินไหลเข้าหุ้นเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ จากคาดการณ์กำไรที่ดีขึ้น และความหวังว่าจะมีความคืบหน้าสู่ข้อตกลงสันติภาพ
ความเสี่ยงจากความสัมพันธ์ข้ามสินทรัพย์
ช่วงฤดูกาลประกาศงบ หุ้นมีความสัมพันธ์ (correlation: การเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากผิดปกติ) สูงกับดอลลาร์สหรัฐ น้ำมัน และพันธบัตร ทำให้ราคาสินทรัพย์หลายประเภทเคลื่อนไหว “ไปทางเดียวกัน” มากกว่าปกติ ส่งผลให้การจัดสรรลงทุนในหุ้นทำได้ยากขึ้น
ต้นทุนด้านการคลัง (fiscal costs: ค่าใช้จ่ายของภาครัฐ/มาตรการการใช้จ่ายการคลัง) ถูกประเมินราว 0.6% ของ GDP ในสหภาพยุโรป และ 1–2% ของ GDP ในเอเชีย ตลาดพันธบัตรยังไม่สะท้อนราคาครบถ้วนถึงการใช้จ่ายการคลังใหม่หรือผลของเงินเฟ้อจาก “ช็อกฝั่งอุปทาน” (supply shock: ต้นทุน/การผลิตสะดุดทำให้ของแพง เช่น พลังงานหรือวัตถุดิบ) และความคาดหวังนโยบายเปลี่ยนจาก “ผ่อนคลาย” (easing: ลดดอกเบี้ย/กระตุ้นเศรษฐกิจ) ไปสู่ “ตึงตัว” (tightening: ขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ)
ในกลุ่มธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดยังมองว่าเฟด (Fed: ธนาคารกลางสหรัฐ) เป็นรายเดียวที่มีโอกาส “ลดดอกเบี้ย” โดยให้โอกาส 40% ที่จะลด 1 ครั้งภายในสิ้นปี สิ่งนี้ทำให้ “อัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง” (risk-free rate: อัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นฐาน เช่น พันธบัตรรัฐบาล) ซึ่งใช้เป็นตัวตั้งในการประเมินมูลค่าหุ้นในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย อ่อนแรงลง
ต้นปี 2026 การเพิ่มขึ้นของการถือครองหุ้นเด่นชัดที่สุดในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (emerging markets: ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต) หลังจากลดลงจากจุดสูงสุด 15% ยังเปิดโอกาสให้มีการปรับพอร์ตเพิ่ม/ย้ายเงินลงทุนได้อีก โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อและนโยบายการเงินจำกัดการเติบโตกำไรของบริษัทในเอเชีย
ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ความผันผวนต่ำ
หุ้นโลกกำลังขึ้นใกล้ระดับสูงสุด แต่การที่หุ้น ดอลลาร์ และน้ำมันเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันมาก ทำให้ภาพรวมเปราะบาง ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดในหุ้นสหรัฐ มักเรียก “ดัชนีความกลัว”) ลดลงมาอยู่ที่ 14.5 จากความหวังเรื่องหยุดยิง จึงเป็นจังหวะที่ควรพิจารณา “ป้องกันความเสี่ยง” (hedging: ลดความเสียหายหากตลาดลง) ต่อการปรับฐานของตลาดโดยรวม สถานการณ์นี้ต่างจากช่วงกลางปี 2025 ที่สินทรัพย์แต่ละประเภทเคลื่อนไหวแยกกันมากกว่า
ตลาดพันธบัตรเหมือนจะประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปจากการใช้จ่ายการคลังใหม่และเงินเฟ้อฝั่งอุปทานที่ยืดเยื้อ โดยข้อมูล CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัววัดเงินเฟ้อ) เดือนมีนาคม 2026 ล่าสุดอยู่ที่ 3.7% ซึ่งกระทบความมั่นคงของอัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยงที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้น ขณะที่ตลาดให้โอกาสเพียง 40% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ความไม่แน่นอนด้านนโยบายจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ความสับสนด้านนโยบายชี้ว่าควรเตรียมรับการแกว่งแรงได้ทั้งสองทาง มากกว่าจะเดิมพันทางเดียว กลยุทธ์อย่าง “ลองสตรัดเดิล” หรือ “สแตรงเกิล” (long straddle/strangle: ซื้อออปชันทั้งขาขึ้นและขาลง เพื่อให้ได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรง ไม่ว่าขึ้นหรือลง) บนดัชนีหลักอย่าง SPX (ดัชนี S&P 500 ในตลาดออปชัน) อาจเหมาะ โดยเฉพาะก่อนการประชุมเฟดครั้งถัดไป เพราะจะได้ประโยชน์หากราคาแกว่งมาก ไม่ว่าจะมาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด (แนว “เข้มงวด” hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) หรือจากนโยบายผ่อนคลายเกินคาด (แนว “ผ่อนคลาย” dovish: เน้นพยุงเศรษฐกิจด้วยดอกเบี้ยต่ำ)
เรามองว่าตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ หลังจากพุ่งแรงช่วงต้นปี 2026 และแม้จะย่อลง 15% ล่าสุดก็ยังดู “ยืดเกินไป” (overextended: ราคาขึ้นมากจนเสี่ยงพักฐาน) หากเงินเฟ้อเอเชียยังเร่งขึ้น อาจกดดันการเติบโตกำไรและทำให้เกิดแรงขายรอบใหม่ การซื้อ “พุต” (puts: ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง ใช้ป้องกันความเสี่ยง) บน ETF ตลาดเกิดใหม่แบบกว้าง (ETF: กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้น) อาจเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงต่อประเด็นนี้ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ