หุ้นญี่ปุ่นกลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และดัชนี Nikkei ลบการปรับลงที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านไปแล้ว อย่างไรก็ดี สัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในญี่ปุ่น และการทำ “เฮดจ์ค่าเงินเยน” (การป้องกันความเสี่ยงจากเยนอ่อน/แข็ง โดยทำธุรกรรมในตลาดเงิน เช่น ซื้อขายสัญญา FX ล่วงหน้า) ยังไม่กลับไปเท่าระดับเดือนกุมภาพันธ์
ก่อนเกิดความขัดแย้ง สัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในญี่ปุ่นใกล้เคียงกับน้ำหนักของญี่ปุ่นในดัชนี MSCI ACWI (ดัชนีหุ้นโลกที่รวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่) แต่ตอนนี้ลดลง ค่าเงินเยนยังถูกกดดัน เพราะต่างชาติยังทำเฮดจ์ต่อเนื่อง ขณะที่เงินทุนญี่ปุ่นไหลออกไปต่างประเทศมีจำกัด
Yen Hedging And Overseas Flows
สถานะการถือครองเยนเกี่ยวข้องหลัก ๆ กับการทำเฮดจ์ของการลงทุนต่างประเทศของญี่ปุ่น ข้อมูลชี้ว่ากิจกรรมเฮดจ์กลับมาอีกครั้งในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม และกระแสเงินไหลเข้า (เงินต่างชาติไหลเข้าญี่ปุ่น/เข้าตลาดญี่ปุ่น) มากกว่าเงินที่นักลงทุนญี่ปุ่นไหลออกไปลงทุนในสหรัฐฯ และตลาดอื่น
รายงานระบุว่า การแทรกแซงตลาด FX (ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา) โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นน่าจะส่งผลได้จำกัด จนกว่าการเฮดจ์เหล่านี้จะถูก “คลายเฮดจ์” (ปิดสถานะป้องกันความเสี่ยงเดิม) นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงสถานการณ์กับ “basis trade” (กลยุทธ์เก็งกำไรส่วนต่าง โดยใช้ความต่างของราคา/ผลตอบแทนระหว่างตราสารที่เกี่ยวข้องกัน) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกับพันธบัตรสหรัฐฯ
ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะขึ้นดอกเบี้ย ถูกมองเป็นปัจจัยขับเคลื่อนระยะใกล้ที่สำคัญของ USD/JPY (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อเยน) ซึ่งจะกำหนดทิศทางเงินดอลลาร์ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
หุ้นญี่ปุ่นกลับสู่จุดสูงสุดใหม่ แต่ยังไม่เห็นนักลงทุนต่างชาติกลับมาถือครองในระดับเดียวกับก่อนความตึงเครียดทั่วโลกล่าสุด นั่นหมายความว่า แม้เงินไหลเข้าดัชนี Nikkei 225 แต่ส่วนใหญ่ถูกเฮดจ์ไว้เพื่อกันความเสี่ยงเยนอ่อนค่า โดย USD/JPY ปัจจุบันซื้อขายใกล้ 162.50 ความเสี่ยงการแทรกแซงจากทางการยังสูง แต่ประสิทธิผลอาจต่ำกว่าที่เคย
Trading Implications Around Boj Policy
เยนยังถูกกดดันจากการเฮดจ์ของต่างชาติที่ต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับเกิดแรงขายสกุลเงินอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลการถือครองยังสะท้อนว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังไม่ส่งเงินทุนออกไปต่างประเทศมากพอจะหักล้างกระแสนี้ ความไม่สมดุลทำให้หากกระทรวงการคลังเข้าซื้อเยน จะต้องฝืนกระแสที่แรงมาก
ย้อนดูการแทรกแซงครั้งใหญ่ปลายปี 2022 แต่ขนาดของสถานะเฮดจ์ในปัจจุบันดูเหมือนจะใหญ่กว่า แม้การขึ้นดอกเบี้ยครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม 2024 ก็แทบไม่ช่วยหยุดแนวโน้มเยนอ่อนระยะยาวเมื่อเทียบดอลลาร์ ข้อมูลจาก IMM (รายงานสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสหรัฐฯ ที่สะท้อนการเก็งกำไร) ชี้ว่า สถานะ “สุทธิฝั่งขาย” ต่อเยน (net short คือเดิมพันว่าเยนจะอ่อนค่า) ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2017 สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อเยนอย่างกว้างขวาง
สำหรับผู้เทรด ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ท่าทีดอกเบี้ยครั้งถัดไปของ BoJ มากกว่าความเสี่ยงการแทรกแซง การคลายเฮดจ์ก้อนใหญ่มีโอกาสเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ BoJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือแรงกว่าที่ตลาดคาด “โทนเข้มงวด” (hawkish คือเอนเอียงไปทางคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/ขึ้นดอกเบี้ย) จากธนาคารกลาง ไม่ใช่จากกระทรวงการคลัง คือปัจจัยเร่งที่ควรจับตาในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
สถานการณ์นี้ชี้ว่า การใช้ “ออปชัน” (ตราสารสิทธิในการซื้อหรือขายที่ราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อเทรดความผันผวนรอบการประชุม BoJ อาจรอบคอบกว่าการขาย USD/JPY ตรง ๆ การซื้อ “สตรัดเดิล” (straddle ซื้อออปชันซื้อและขายที่ราคาเดียวกัน) หรือ “สตรังเกิล” (strangle ซื้อออปชันซื้อและขายคนละราคา) อาจได้ผล เพราะทำกำไรได้หากราคาเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าทิศทางใด ช่วยเก็งโอกาสเปลี่ยนนโยบาย โดยลดความเสี่ยงหาก BoJ ยังลังเลและเยนอ่อนต่อไป