จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐอยู่ที่ 207,000 ราย สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 เมษายน ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 215,000 ราย
ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ต่ำกว่าคาดตอกย้ำว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ย) จะถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ลดลง ขณะนี้มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องไปถึงช่วงฤดูร้อน
Persistent Inflation And Higher Rates
ข้อมูลตลาดแรงงานนี้ เมื่อรวมกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนมีนาคมที่ยังอยู่สูงที่ 3.6% สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังลดลงช้า คล้ายช่วงที่เศรษฐกิจยังแข็งแรงต่อเนื่องในปี 2025 ซึ่งในตอนนั้นตลาดต้องเลื่อนความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยหลายครั้ง เพราะเงินเฟ้อไม่ยอมชะลอลงมากพอ
ปัจจุบัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยของเฟด (Fed funds futures: สัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย) สะท้อนมุมมองดังกล่าว โดยตลาดให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2026 จากเดิมที่เคยคาด 3 ครั้งเมื่อเดือนก่อน
สำหรับผู้เทรดที่ใช้อนุพันธ์อิงดัชนีหุ้น (equity index derivatives: เครื่องมือการเงินที่ราคาอิงกับดัชนี เช่น S&P 500) ภาพนี้บ่งชี้ว่าความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นและมีแรงกดดันทางลง ควรจับตาดัชนีความผันผวน VIX (CBOE Volatility Index: ดัชนีที่สะท้อนความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) ซึ่งอยู่แถว 15 อาจปรับขึ้นได้เมื่อธีม “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด” ถูกตีความมากขึ้น แนวทางที่ใช้ได้คือซื้อพุทออปชัน (protective put options: สิทธิในการขายเพื่อจำกัดขาดทุน) บน S&P 500 หรือ Nasdaq 100 เพื่อป้องกันความเสี่ยงของสถานะถือหุ้นฝั่งซื้อ
ในฝั่งอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives: เครื่องมือที่ราคาอิงกับอัตราดอกเบี้ย) กลยุทธ์คือวางตำแหน่งรับมือกับการลดดอกเบี้ยน้อยลงและช้าลง โดยสามารถขายสัญญาฟิวเจอร์ส (futures contracts: สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาตรฐาน) ที่อิงอัตรา SOFR (Secured Overnight Financing Rate: อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนที่มีหลักประกันในสหรัฐ ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำคัญ) สำหรับสัญญาหมดอายุเดือนธันวาคม 2026 สถานะนี้จะได้ประโยชน์หากตลาดลดโอกาสของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (monetary easing: การลดดอกเบี้ยหรือมาตรการทำให้สภาพคล่องตึงน้อยลง) อย่างมีนัยสำคัญภายในสิ้นปี
สภาพแวดล้อมนี้ยังชี้ว่ากลุ่มหุ้นอาจเคลื่อนไหวแตกต่างกัน กลุ่มที่ไวต่อดอกเบี้ย เช่น เทคโนโลยีและอสังหาริมทรัพย์ อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่า และอาจใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขาย ไม่ใช่ภาระผูกพัน) เพื่อวางมุมมองอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน กลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ (cyclical sectors: กลุ่มที่ได้อานิสงส์เมื่อเศรษฐกิจแข็งแรง) เช่น อุตสาหกรรมและพลังงาน อาจเป็นโอกาสในการซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิในการซื้อเพื่อรับประโยชน์จากราคาปรับขึ้น)