ราคาทองคำในอินเดียปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลของ FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 14,538.29 รูปีต่อกรัม เพิ่มขึ้นจาก 14,433.66 รูปีในวันพุธ
ราคาต่อ “โตลา” (หน่วยชั่งน้ำหนักที่ใช้ในเอเชียใต้) เพิ่มเป็น 169,571.70 รูปี จาก 168,351.40 รูปีในวันก่อนหน้า อัตราอื่นที่ระบุ ได้แก่ 145,382.80 รูปีต่อ 10 กรัม และ 452,191.60 รูปีต่อทรอยออนซ์ (หน่วยมาตรฐานสำหรับโลหะมีค่า)
FXStreet คำนวณราคาทองคำในอินเดียอย่างไร
FXStreet คำนวณราคาทองคำในอินเดียโดยนำราคาทองคำในตลาดโลกมาแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ผ่านอัตราแลกเปลี่ยน USD/INR (ดอลลาร์สหรัฐ/รูปีอินเดีย) ก่อนแปลงเป็นหน่วยที่ใช้ในประเทศ ตัวเลขอัปเดตรายวันตามอัตราตลาด ณ เวลาที่เผยแพร่ ขณะที่ราคาตามร้านทองในพื้นที่อาจต่างออกไปเล็กน้อย
ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุด และเพิ่มการถือครอง 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ซึ่งเป็นยอดซื้อรายปีสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีสถิติ โดยแรงซื้อส่วนหนึ่งมาจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี
โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหว “สวนทาง” กับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่ใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำคัญของตลาด) และอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยงด้วย ราคาอาจเปลี่ยนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐ เพราะทองคำซื้อขายในรูปดอลลาร์ (XAU/USD: ราคาทองคำเทียบดอลลาร์)
ราคาทองคำกำลังปรับขึ้น โดยยืนเหนือ 14,500 รูปีต่อกรัม สะท้อนการตอบสนองแบบ “สวนทาง” ต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือนเมษายน เรามองว่านี่เป็นสัญญาณว่านักลงทุนมองหาความปลอดภัยของทองคำท่ามกลางความผันผวนในตลาดเงิน และตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนลง (hedge: การลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวคนละทิศทาง)
มุมมองตลาดและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
แนวโน้มนี้ยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ของสถาบัน โดยเห็นได้จากการที่ธนาคารกลางยังซื้อทองคำต่อเนื่อง หลังการเข้าซื้อระดับสูงในช่วงต้นทศวรรษ 2020 ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองมากกว่า 950 ตันในปี 2025 โดยตลาดเกิดใหม่เป็นแรงหลัก การซื้ออย่างต่อเนื่องช่วยสร้าง “ฐานราคา” (price floor: ระดับราคาที่มีแรงซื้อรองรับ ทำให้ยากจะปรับลงต่ำกว่านั้น) โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐและยุโรปยังสูงกว่าเป้าหมาย 2.5% อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์ เช่น ทองคำ) การเพิ่มขึ้นของ “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาจะเหวี่ยงแรงแค่ไหนในอนาคต โดยคำนวณจากราคาสัญญาออปชัน) บ่งชี้ว่าตลาดกำลังประเมินความผันผวนที่มากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาวะแบบนี้ทำให้การซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคากำหนดในอนาคต) น่าสนใจเพื่อเก็บโอกาสขาขึ้นพร้อมจำกัดความเสี่ยง หรืออาจพิจารณาขาย “พุทนอกเงิน” (out-of-the-money put: ออปชันขายที่ยังไม่มีมูลค่าในตัว เพราะราคาตลาดยังสูงกว่าราคาใช้สิทธิ) เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) โดยอาศัยแรงหนุนพื้นฐานของทองคำ
อย่างไรก็ดี ต้องระวังการสื่อสารนโยบายของธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) หากส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ อาจกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผลอย่างทองคำ (non-yielding asset: สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล) โดยเคยเกิดลักษณะคล้ายกันในไตรมาส 4 ปี 2024 เมื่อถ้อยแถลงเชิง “เข้มงวด” (hawkish: เอนเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ) ทำให้ราคาทองคำปรับฐานลงแรงแต่ชั่วคราวราว 4%
ความสัมพันธ์กับสินทรัพย์เสี่ยงก็มีบทบาทสำคัญ โดยแรงขึ้นของตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปี 2026 เริ่มชะลอลง นักลงทุนใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (gold futures: สัญญาตกลงซื้อขายทองคำในอนาคตที่ราคากำหนดไว้) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการย่อตัวของหุ้น การถือสถานะเชิงป้องกันนี้อาจช่วยหนุนราคาทองคำเพิ่มเติม หากบรรยากาศการลงทุนโดยรวมกลับเป็นลบ
สร้างบัญชี VT Markets แบบเรียลไทม์ และ เริ่มเทรด ได้ทันที