USD/JPY อ่อนค่าลงระหว่างการซื้อขายช่วงเอเชียวันพฤหัสบดี ร่วงมาที่ 158.70–158.65 โดยยังทรงตัวใกล้ระดับต่ำสุดของสัปดาห์ที่ทำไว้เมื่อวันอังคาร หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนแรง
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม หลังตลาดตอบรับความหวังการหยุดยิง และความเห็นว่าความขัดแย้งกับอิหร่านใกล้ยุติ ความคาดหวังว่าจะมีการเจรจาต่อเนื่องทำให้ความต้องการถือดอลลาร์ลดลง
Oil And Policy Expectations
ราคาน้ำมันดิบซื้อขายใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ทำไว้เมื่อวันอังคาร ช่วยลดความกังวลเงินเฟ้อ และกดความคาดหวังว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) จะ “คุมเข้ม” นโยบายการเงินมากขึ้น (หมายถึงขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น) ด้านเงินเยนได้แรงหนุนบางส่วนจากการคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง (การเข้าซื้อขายในตลาดเงินโดยรัฐเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินสกุลตน)
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเยนถูกจำกัดจากความเสี่ยงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) และข้อจำกัดการเดินเรือรอบอิหร่าน ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ทำให้ความเสี่ยงการส่งออกน้ำมันสะดุดเพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะใกล้
USD/JPY เคลื่อนไหวในกรอบเดิมมาราว 1 เดือน หลังย่อตัวจากโซนกลาง 160.00 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ทำไว้เมื่อเดือนก่อน ขณะที่ไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสำคัญในช่วงนี้ ตลาดจึงจับตาถ้อยแถลงของสมาชิก FOMC (Federal Open Market Committee: คณะกรรมการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของเฟด) ว่าอาจเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางดอลลาร์
Rates Divergence And Intervention Risk
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า “ส่วนต่างนโยบาย” ระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น (หมายถึงทิศทางดอกเบี้ยและความเข้มงวดของนโยบายการเงินที่ต่างกัน) เริ่มกว้างขึ้นอีกครั้ง ต่างจากช่วงปี 2024–2025 ที่เคยแคบลง ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (Consumer Price Index: CPI หรือเงินเฟ้อผู้บริโภค) ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.1% หนุนมุมมองว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year US Treasury yield: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ตลาดใช้เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการเงินระยะยาว) กลับขึ้นเหนือ 4.50% สวนทางกับผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงของญี่ปุ่นที่ยังอยู่ใกล้ 0.90%
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ตัวเลข GDP เบื้องต้นไตรมาส 1/2026 หดตัว 0.2% โดยต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางถูกระบุเป็นปัจจัยสำคัญ การเติบโตที่อ่อนแอทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) ขึ้นดอกเบี้ยได้ยาก ส่งผลให้เยนมีความเสี่ยงเชิงพื้นฐานต่อ “แคร์รีเทรด” (carry trade: กลยุทธ์กู้/ขายสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ เช่น เยน แล้วไปซื้อสินทรัพย์หรือสกุลเงินดอกเบี้ยสูงเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย)
ความเสี่ยงหลักของการถือสถานะ “ซื้อ” USD/JPY ยังอยู่ที่การแทรกแซงโดยตรงจากทางการญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ราคาปรับลงแรงและรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้เคยมีการแทรกแซงช่วงกุมภาพันธ์ 2026 ทำให้คู่เงินร่วงเกือบ 400 pips ในวันเดียว (pip: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาขั้นต่ำที่ใช้ในฟอเร็กซ์) อย่างไรก็ดี แนวโน้มขาขึ้นกลับมาในไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนว่าแรงกดดันเชิงพื้นฐานอาจทำให้ผลของการแทรกแซงไม่ยืดเยื้อ
เมื่อโมเมนตัมขาขึ้นยังแรงแต่มีความเสี่ยงขาลงจากการแทรกแซง ควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นแต่จำกัดความเสี่ยง เช่น ซื้อออปชัน Call บน USD/JPY (call option: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อที่ราคาในอนาคต ไม่ใช่ข้อบังคับ) โดยเลือกราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ที่ระดับ 160.00 หรือสูงกว่า ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญ แนวทางนี้เปิดโอกาสทำกำไรหากราคาทะลุขึ้น แต่จำกัดการขาดทุนสูงสุดไว้เท่ากับค่าเบี้ยออปชัน (premium: ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญาออปชัน) หากทางการเข้ามาแทรกแซง