อาเซียน-6 และอินเดียกำลังเตรียมรับมือราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางเผชิญโจทย์ยากระหว่างการคุมเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงาน กับการพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ
ทิศทางการตอบสนองด้านนโยบายขึ้นอยู่กับว่าต้นทุนน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น “ส่งผ่าน” (pass-through: ต้นทุนที่เพิ่มถูกผู้ผลิต/ผู้ค้าปลีกผลักไปเป็นราคาสินค้าและบริการในประเทศ) ไปสู่ราคาท้องถิ่นมากแค่ไหน อีกปัจจัยคือรัฐบาลจะลด “เงินอุดหนุน” (subsidy: เงินที่รัฐช่วยจ่ายเพื่อลดราคาขายให้ประชาชน) หรือปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกหรือไม่ ซึ่งกระทบเงินเฟ้อทั้งทางตรงและทางอ้อม
สิงคโปร์คุมเข้มนโยบายไปแล้ว
สิงคโปร์ถูกมองว่าได้คุมเข้มนโยบายไปแล้วผ่านกรอบ SGD NEER band (กรอบค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินคู่ค้าหลัก) โดยคาดว่านโยบายการคลัง (fiscal policy: มาตรการรัฐด้านงบประมาณ เช่น ใช้จ่าย/ลดภาษี) จะออกมานำในหลายประเทศก่อนที่จะเห็นการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม
หากราคาพลังงานยังอยู่ระดับสูง ฟิลิปปินส์และเวียดนามมีแนวโน้มขึ้นนำในการปรับขึ้นดอกเบี้ย อินโดนีเซียและมาเลเซียอยู่กลุ่มกลาง ขณะที่ไทยและอินเดียคาดว่าจะคุมเข้มช้ากว่า
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายราคาน้ำมันอ้างอิงที่จะส่งมอบในอนาคต) ทรงตัวแถว 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนนี้ ส่งให้แรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานกลับมาเป็นปัญหาคลาสสิกของธนาคารกลางในภูมิภาค สถานการณ์นี้บีบให้ต้องเลือกระหว่างการจัดการราคาที่สูงขึ้นกับการประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการตอบสนองของแต่ละประเทศจะทำให้เกิดโอกาสการเทรดค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยในภูมิภาค
ประเทศที่น่าจับตาว่าจะขยับนโยบายแรงที่สุดคือฟิลิปปินส์และเวียดนาม หลังเงินเฟ้อฟิลิปปินส์เดือนมีนาคม 2026 ออกมาสูงที่ 4.8% และ GDP ไตรมาส 1 ของเวียดนามโต 6.5% ทำให้แรงกดดันต่อธนาคารกลางเพิ่มขึ้น ผู้ลงทุนอาจเตรียมรับความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจหนุนค่าเปโซฟิลิปปินส์และดองเวียดนาม ผ่านสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (currency forwards: ข้อตกลงแลกเงินในอนาคตที่กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า) หรือออปชัน (options: สิทธิในการซื้อ/ขายที่ราคาในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ)
ไทยและอินเดียคุมเข้มช้ากว่า
อินโดนีเซียและมาเลเซียมีท่าทีแบบ “กึ่งกลาง” ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างคุมเงินเฟ้อกับปกป้องเศรษฐกิจ ค่าเงินรูเปียห์และริงกิตอาจผันผวน เพราะตลาดประเมินท่าทีธนาคารกลาง โดยคล้ายแรงกดดันช่วงเฟดขึ้นดอกเบี้ยปี 2022 (เฟด: ธนาคารกลางสหรัฐ) ความไม่แน่นอนลักษณะนี้อาจเหมาะกับกลยุทธ์ออปชันที่ได้ประโยชน์จากความผันผวน (price swings: การแกว่งขึ้นลงของราคา) มากกว่าการทายทิศทาง
ด้านไทยและอินเดียคาดว่าจะเป็นกลุ่มท้าย ๆ ที่คุมเข้มนโยบาย ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยยังต่ำกว่าก่อนปี 2020 ราว 15% และเงินเฟ้อล่าสุดของอินเดียที่ 5.2% ยังอยู่ในกรอบที่ธนาคารกลางยอมรับได้ จึงไม่น่าขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยในอนาคต) ของสองประเทศมีแนวโน้มให้ผลการเคลื่อนไหวด้อยกว่าประเทศที่มีท่าทีเข้มงวด (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อพร้อมขึ้นดอกเบี้ย)