ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA: หน่วยงานรัฐที่รายงานสถิติพลังงาน) ณ วันที่ 10 เมษายน ระบุว่า “สต็อกน้ำมันดิบ” (ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในสหรัฐ) เปลี่ยนแปลงที่ -0.913 ล้านบาร์เรล ขณะที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรล
ผลดังกล่าวหมายถึงสต็อก “ลดลง” ไม่ใช่เพิ่มขึ้น โดยตัวเลขที่รายงานต่ำกว่าที่คาดไว้ 1.113 ล้านบาร์เรล
สต็อกลดเกินคาดหนุนมุมมองเชิงบวก
รายงาน EIA ล่าสุดที่สต็อกลดลงมากกว่า 900,000 บาร์เรล ทั้งที่ตลาดคาดสต็อกเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณเชิงบวกชัดเจนต่อน้ำมันดิบ เพราะสะท้อนว่า “อุปสงค์” (ความต้องการใช้น้ำมัน) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน จึงมองว่าการย่อตัวระยะสั้นอาจเป็นจังหวะสะสม
ภาพความต้องการใช้น้ำมันยังสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น โดยความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีนี้ ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลขับรถช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกันสัญญาณจากต่างประเทศก็ยังแข็งแกร่ง เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน (Manufacturing PMI: ดัชนีชี้ทิศทางกิจกรรมภาคโรงงาน โดยมากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว) ล่าสุดอยู่ที่ 51.5 สะท้อนเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง
ด้านอุปทาน ตลาดยังตึงตัวจากการลดกำลังการผลิตอย่างมีวินัยของผู้ผลิตรายสำคัญ โดยมีรายงานว่า OPEC+ (กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร) ปฏิบัติตามโควตาเกิน 110% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเท่ากับดึงน้ำมันส่วนเกินออกจากตลาด แนวทางนี้ช่วยพยุงราคา ทำให้โอกาสปรับลงแรงมีน้อยลง
การวางสถานะในตลาดออปชันเพื่อรับโอกาสราคาปรับขึ้น
ด้วยมุมมองดังกล่าว อาจพิจารณาวางกลยุทธ์รับการปรับขึ้นของราคา เช่น ซื้อคอลออปชัน (Call option: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ที่ราคาอ้างอิงภายในเวลาที่กำหนด) หรือทำบูลคอลสเปรด (Bull call spread: ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่าและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อล็อกต้นทุนและจำกัดกำไร/ขาดทุน) บนสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมัน WTI และ Brent
การลดลงของสต็อกที่ “เซอร์ไพรส์” อาจทำให้ความผันผวนโดยนัย (Implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ระยะสั้นสูงขึ้น ดังนั้นการขายพุตแบบมีเงินค้ำเต็มจำนวน (Cash-secured put: กลยุทธ์ขายพุตโดยกันเงินสดไว้ซื้อสินทรัพย์หากถูกใช้สิทธิ) ในช่วงราคาย่อตัวก็อาจเป็นอีกทางเลือก เพื่อรับประโยชน์ทั้งจากราคาที่มีโอกาสสูงขึ้นและระดับความผันผวนที่อาจยังสูงอยู่