มิชิล ทักเกอร์ จาก ING กล่าวว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มไม่ปรับขึ้น “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” (ดอกเบี้ยหลักที่ใช้กำหนดทิศทางต้นทุนการกู้ยืมในระบบ) ในเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี ตลาดยังคง “ตีราคา” (สะท้อนไว้ในราคาสินทรัพย์) ว่าอาจขึ้นดอกเบี้ย 25 เบซิสพอยต์ภายในเดือนมิถุนายน และอย่างน้อยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ (1 เบซิสพอยต์ = 0.01% ดังนั้น 25 เบซิสพอยต์ = 0.25%)
บทความระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ “ความคาดหวังนโยบาย” ของ ECB ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ความเชื่อมโยงนี้ทำให้การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยอย่างชัดเจนทำได้ยากขึ้น
Policy Signals And Market Pricing
รายงานระบุว่าเมื่อวันอังคาร คริสติน ลาการ์ด และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะกดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยลง
รายงานยังกล่าวถึงการที่ลาการ์ดเน้นว่า “ขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจ” (data dependency: การตัดสินใจนโยบายจะเปลี่ยนตามข้อมูลล่าสุด เช่น เงินเฟ้อ การจ้างงาน การเติบโต) ซึ่งหนุนมุมมองว่าเดือนเมษายนอาจเร็วเกินไปสำหรับการเปลี่ยนนโยบาย
รายงานเสริมว่า ตลาดยังพยายามประเมินทิศทางดอกเบี้ย โดยถ้อยแถลงของผู้กำหนดนโยบายธนาคารกลางที่มีกำหนดพูดในสัปดาห์นี้อาจทำให้ความคาดหวังเปลี่ยนไป
มีช่องว่างชัดเจนระหว่างโทนระมัดระวังของ ECB กับสิ่งที่ตลาดสะท้อนในเรื่องดอกเบี้ย ความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยเบรนท์ (Brent crude: น้ำมันดิบอ้างอิงหลักของตลาดโลก) แตะ 95 ดอลลาร์ก่อนอ่อนลงสู่ 88 ดอลลาร์ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายกังวลต่อการเติบโตมากขึ้น และเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาด
Trading The Volatility
การเน้น “ขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจ” บ่งชี้ว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายนมีน้อย แต่ตลาดยังเดิมพันว่าอาจขึ้น 25 เบซิสพอยต์ในเดือนมิถุนายน ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพที่ยังไม่ชัดเจน โดยเงินเฟ้อยูโรโซนชะลอลงเล็กน้อยสู่ 2.7% ในเดือนมีนาคม แต่ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ยังสูงที่ 3.2% ผู้ลงทุนควรเตรียมรับความผันผวน ขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจที่อ่อนแรงหรือเงินเฟ้อที่ยังสูงจะเป็นปัจจัยนำ
สภาพแวดล้อมนี้ทำให้การวางเดิมพันทิศทางดอกเบี้ยแบบตรงไปตรงมามีความเสี่ยงมากขึ้น ทางเลือกคือใช้ “ออปชัน” (options: เครื่องมือที่ให้สิทธิ ไม่ใช่ภาระผูกพัน ในการซื้อหรือขาย) เพื่อเทรด “ความผันผวนที่คาดไว้” บน “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น” (short-term interest rate futures: สัญญาล่วงหน้าที่ราคาสะท้อนคาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต) เช่น การซื้อ “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชันสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือ “สแตรงเกิล” (strangle: ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายคนละราคาใช้สิทธิ) บนฟิวเจอร์ส Euribor (Euribor: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของตลาดเงินยูโร) เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวแรงของอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในมิถุนายน หรือการที่ตลาดตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยออกอย่างรวดเร็ว