เบธ แฮมแม็ก (Beth Hammack) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาคลีฟแลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ข้อมูลสำคัญ” ที่ต้องจับตาคือ ราคาพลังงานจะปรับขึ้นสูงแค่ไหน และจะยืนอยู่ในระดับสูงได้นานเพียงใด โดยเธอกล่าวว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันเงินเฟ้อ (Inflation: ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น) และกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แฮมแม็กระบุว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกรอบหลักคือ “คงดอกเบี้ย” ไว้ระยะหนึ่ง พร้อมเสริมว่าความเสี่ยงของนโยบายการเงิน (Monetary policy: การกำหนดดอกเบี้ยและสภาพคล่องเพื่อดูแลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ) มีทั้งสองด้าน หมายความว่า “ดอกเบี้ยอาจขยับขึ้นหรือลงก็ได้”
ความผันผวนตลาดและความเสี่ยงนโยบายสองทาง
แฮมแม็กกล่าวว่าตลาดแรงงานอยู่ในภาวะค่อนข้างสมดุล และไม่ได้เป็นแหล่งกดดันเงินเฟ้อ อีกทั้งความคาดหวังเงินเฟ้อ (Inflation expectations: สิ่งที่ประชาชนและตลาดคาดว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะเป็นเท่าไร ซึ่งมีผลต่อการตั้งราคาและการขึ้นค่าจ้าง) ยังดูอยู่ในกรอบ
เธอกล่าวว่าเฟด “พลาดเป้าเงินเฟ้อ” มาเป็นเวลา 5 ปี และผู้บริโภคต้องเผชิญกับช่วงเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง โดยเฟดยังพลาดเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง
เธอระบุว่าแรงกระแทกด้านอุปทาน (Supply shocks: เหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนหรือปริมาณสินค้าเปลี่ยนฉับพลัน เช่น น้ำมันแพงหรือห่วงโซ่อุปทานสะดุด) เป็นโจทย์ยากสำหรับนโยบายการเงิน และทำให้การตัดสินใจของเฟดลำบาก อีกทั้งยังไม่ชัดเจนว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: เทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานคล้ายมนุษย์ เช่น วิเคราะห์/สร้างเนื้อหา/ช่วยตัดสินใจ) จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร
แฮมแม็กย้ำว่าความเป็นอิสระของเฟด (Fed independence: การตัดสินใจนโยบายไม่ถูกการเมืองชี้นำ) มีความสำคัญมาก และแม้มีแรงกดดันต่อเฟด ก็ยังเน้นทำหน้าที่ของตน นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงการถกเถียงเรื่องงบดุล (Balance sheet: สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารกลาง ซึ่งสะท้อนขนาดมาตรการอัดฉีด/ดูดสภาพคล่อง) โดยชี้ว่าความต้องการ “เงินสำรอง” (Reserve demand: ความต้องการสภาพคล่องที่ธนาคารพาณิชย์ถือไว้กับเฟดเพื่อชำระเงินและรองรับความเสี่ยง) เป็นตัวกำหนดขนาดงบดุล และการบริหารต้อง “รักษาสมดุล” ระหว่างสภาพคล่องมากไปหรือน้อยไป