เบรนท์ทรงตัวใกล้ระดับต่ำล่าสุด โดยแกว่งตัวสะสมกำลังแถว 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปรับลงก่อนหน้านี้ สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมชะลอการเคลื่อนไหว หุ้นและพันธบัตรหยุดฟื้นตัว และการอ่อนค่าของดอลลาร์เริ่มทรงตัว
ความสนใจของตลาดอยู่ที่ความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และการเจรจาจะช่วยให้เรือเดินทะเลผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยมีรายงานว่าสหรัฐและอิหร่านกำลังพยายามจัด “รอบที่สอง” ของการเจรจาสันติภาพในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
Imf Outlook And Downside Risks
รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF (World Economic Outlook) ภายใต้ชื่อ *Global Economy in the Shadow of War* ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลก (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ “ขนาดเศรษฐกิจ” โดยรวม) ปี 2026 ลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 3.1% และระบุว่าความเสี่ยง “เอนเอียงไปทางด้านลบ” หมายถึงมีโอกาสที่ผลลัพธ์เศรษฐกิจจะแย่กว่าคาดมากกว่าดีกว่าคาด
IMF เสนอ 2 กรณีด้านลบ โดยอิงจากราคาน้ำมันปี 2026 ที่สูงขึ้น
ในกรณีเลวร้าย (adverse case) หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 2.5%
ในกรณีรุนแรง (severe case) หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 1.8% โดย IMF ระบุว่า หากการเติบโตต่ำกว่า 2% จะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย (global recession คือ เศรษฐกิจของหลายประเทศชะลอตัวพร้อมกันอย่างมีนัยสำคัญ)
Trading Implications And Volatility
ผลกระทบต่อ “ตลาดจริง” (physical market คือ การซื้อขายและส่งมอบน้ำมันจริง ไม่ใช่แค่สัญญาการเงิน) ยังมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพาดหัวข่าวเชิงบวกกับภาพจริง ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดชี้ว่า การผ่านของเรือขนน้ำมัน (tanker) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลง 35% เทียบกับปีก่อน (year-on-year คือ เทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน) ในไตรมาส 1 ปี 2026 ความติดขัดต่อเนื่องนี้หมายความว่า หากการเจรจารอบหน้าไม่สำเร็จ ราคาอาจดีดขึ้นเร็ว เพราะตลาด “ตั้งราคาใหม่” ต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน (re-prices supply risk คือ ปรับราคาให้สะท้อนโอกาสน้ำมันขาดตลาด)
ด้วยแนวโน้มที่ “ชนะหรือแพ้แบบชัดเจน” (binary outlook คือ ผลลัพธ์มีไม่กี่ทางและกระทบแรง) ผู้ลงทุนอาจพิจารณากลยุทธ์ด้วยออปชัน (options คือ สิทธิในการซื้อหรือขายที่ราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อทำกำไรจากความผันผวนที่พุ่งขึ้น ดัชนีความผันผวนน้ำมันดิบของ CBOE (OVX: CBOE Crude Oil Volatility Index เป็นดัชนีที่สะท้อนความคาดหวังความผันผวนจากราคาออปชัน) อยู่สูงแถว 48 บ่งชี้ว่าแม้ค่าเบี้ยประกันออปชัน (option premium คือ ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อออปชัน) จะสูง แต่โอกาสแกว่งตัว 10-15 ดอลลาร์ได้ทั้งสองทางยังมีจริง กลยุทธ์ “Long Straddle” (ซื้อออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือ “Long Strangle” (ซื้อ Call และ Put คนละราคาใช้สิทธิ) อาจเหมาะกับการเล่นความไม่แน่นอนรอบความพยายามทางการทูต
ระดับราคา 100 และ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตา หากราคายืนเหนือ 100 ได้ต่อเนื่อง อาจกดดันตลาดหุ้นวงกว้าง เพราะตลาดเริ่มสะท้อนกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจโลกโตเพียง 2.5% หากการเจรจาล่มและราคาพุ่งเข้าใกล้ 110 คาดว่าจะเห็นแรง “หนีความเสี่ยง” (flight to safety คือ ย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรคุณภาพสูง/เงินสด) อย่างรวดเร็ว เพราะความกังวลเศรษฐกิจถดถอยจะเด่นชัด
เราเคยเห็นรูปแบบใกล้เคียงกันหลังความขัดแย้งยกระดับช่วงปลายปี 2025 ซึ่งราคาพุ่งในช่วงแรก ก่อนตลาดหันมากังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอจนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง (demand destruction คือ ราคาสูงจนผู้ใช้ลดการบริโภค) บทเรียนดังกล่าวย้ำว่า แม้ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น แต่ก็อาจอยู่ไม่นาน หากราคาที่สูงไปกดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ดังนั้นการถือสถานะฝั่งซื้อ (long positions คือ ถือเพื่อหวังราคาขึ้น) ควรบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง เพราะการพุ่งขึ้นของราคาเองอาจนำไปสู่แรงกดดันที่ทำให้ราคากลับตัวในที่สุด