อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (US rates: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) พุ่งขึ้นแรงในวันอังคาร ขณะที่ตลาดหุ้นปรับขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 อยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเพียงเล็กน้อย ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI: ราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายออกจากโรงงาน) ต่ำกว่าคาดในตัวเลข “headline” (ตัวเลขรวมทุกหมวด รวมอาหารและพลังงาน) และตลาดประเมินว่า Core PCE เดือนมี.ค. (ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานที่เฟดให้ความสำคัญ โดยตัดอาหารและพลังงานออก) จะอยู่ที่ 0.26% เทียบรายเดือน (month on month: เทียบกับเดือนก่อน)
เนื่องจากไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญมากนักที่จะประกาศ ความสนใจจึงอยู่ที่ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่และกำหนดการสื่อสารของเฟด (Fed communications: การกล่าวสุนทรพจน์/เอกสารที่เป็นสัญญาณทิศทางนโยบาย) โดยเจ้าหน้าที่เฟด Barr และ Bowman มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ และเฟดจะเผยแพร่รายงาน Beige Book (รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากภูมิภาคต่าง ๆ ของสหรัฐจากข้อมูลภาคธุรกิจและชุมชน)
ประเด็นจับตานโยบายและภูมิรัฐศาสตร์
คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาระบุว่า การไต่สวนการเสนอชื่อ (nomination hearing: การซักถามเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง) ของ Kevin Warsh จะมีขึ้นวันที่ 21 เม.ย. เวลา 10:00 น. ตามเวลา EDT (เวลาเขตตะวันออกของสหรัฐ) ตลาดยังติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ท่ามกลางการหยุดยิงที่ยังดำเนินอยู่
วันพุธ ข้อมูล Treasury International Capital (TIC) flows (ข้อมูลกระแสเงินทุนข้ามพรมแดนที่เกี่ยวกับการถือครอง/ซื้อขายสินทรัพย์สหรัฐ) คาดว่าจะได้รับความสนใจ เพื่อหาสัญญาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างชาติในเดือนก.พ.
เมื่อ S&P 500 เข้าใกล้จุดสูงสุดตลอดกาลแถว 6,200 ควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากโมเมนตัมขาขึ้น (upward momentum: แรงส่งราคาขึ้น) ตลาดกำลังให้น้ำหนักว่าเงินเฟ้อ Core PCE ที่กำลังจะประกาศจะยืนยันแนวโน้มชะลอลง โดยคาดการณ์ยังอยู่ราว 0.26% ทำให้การซื้อ “คอลออปชัน” ระยะใกล้ (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาที่กำหนด) บนดัชนีหุ้นหลัก เป็นวิธีเข้าร่วมจังหวะ “รับความเสี่ยง” (risk-on: นักลงทุนกล้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น)
อย่างไรก็ดี ต้องระมัดระวังระหว่างรอ Beige Book และถ้อยแถลงจากผู้ว่าการ Barr และ Bowman เพราะหากมี “ท่าทีเข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/ตึงตัว) แบบเหนือคาด โดยเฉพาะจาก Bowman ที่ถูกมองว่าเป็นสายคุมเงินเฟ้อ อาจทำให้ตลาดกลับทิศอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การถือ “พุตออปชัน” เพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายเพื่อจำกัดขาดทุน) บนเครื่องมือที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น ฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาล (Treasury bond futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตร) เป็นการป้องกันความเสี่ยง (hedge: กันความผันผวน/จำกัดผลกระทบ) หากท่าทีเฟดเปลี่ยน
ความผันผวนและการป้องกันความเสี่ยง
การโฟกัสต่อความขัดแย้งตะวันออกกลางทำให้เกิด “ความเสี่ยงจากเหตุการณ์” (event risk: ความเสี่ยงที่ข่าว/เหตุการณ์ทำให้ราคาแกว่งแรง) ซึ่งอาจดันความผันผวน (volatility: การแกว่งตัวของราคา) ขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความคาดหวังความผันผวนของ S&P 500) ลดลงต่ำกว่า 14 ทำให้คอลออปชันบน VIX (VIX call options: สิทธิซื้อที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนพุ่ง) มีต้นทุนไม่สูงและทำหน้าที่คล้าย “ประกันพอร์ต” (portfolio insurance: ป้องกันพอร์ตจากการร่วงแรง) ต่อแรงกระแทกของตลาด เราเห็นฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเบรนท์) แกว่งถึง 4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงจากพาดหัวข่าวหยุดยิง สะท้อนว่าตลาดอ่อนไหวต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์มาก
สถานการณ์นี้ทำให้นึกถึงการแกว่งแรงของตลาดในไตรมาส 3 ปี 2025 เมื่อรายงานเงินเฟ้อที่ออกมาอ่อนลงถูกกลบด้วย “แนวทางล่วงหน้าแบบเข้มงวด” ของเฟด (hawkish forward guidance: การส่งสัญญาณอนาคตว่าจะตึงนโยบาย/ดอกเบี้ยสูง) เหตุการณ์นั้นทำให้ตลาดปรับลงแรงและย้ำว่าอารมณ์ตลาดเปลี่ยนเร็วเพียงใด การจัดพอร์ตอนุพันธ์ (derivatives book: ชุดการถือครองสัญญาอนุพันธ์ เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ให้สมดุล โดยยังได้ประโยชน์ในช่วงสงบ แต่มีเกราะกันแรงกระแทก เป็นแนวทางที่เหมาะสม