EUR/USD ปรับขึ้นเป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ โดยคู่เงินซื้อขายใกล้ 1.1790 เพิ่มขึ้น 0.30% ได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าอาจมีการเจรจาระหว่างสหรัฐ–อิหร่านในสัปดาห์หน้า
รายงานระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอาจกลับมาเจรจาได้ภายในสัปดาห์นี้ และระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านเป็นเวลา 20 ปี ราคาพลังงานปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของยูโรโซนซึ่งเป็น “ผู้นำเข้า” น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก (หมายถึงต้องซื้อจากต่างประเทศ)
เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI: ดัชนีราคาผู้ผลิต วัดราคาสินค้า/บริการที่ผู้ผลิตขาย) เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม ต่ำกว่าคาดการณ์ 4.6% และเพิ่มจาก 3.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ ตามข้อมูลจาก BLS (สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ) ส่วน Core PPI (PPI พื้นฐาน: ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออก) อยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ทรงตัว ขณะที่ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของ ADP Employment Change (ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP) เพิ่มเป็น 39,250 จาก 26,000
การประเมินของตลาดเริ่มเทไปทางเฟดคงดอกเบี้ยทั้งปีนี้ ตามข้อมูลจาก PMT โดย ออสตัน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนไปถึงปี 2027 หากราคาน้ำมันทำให้ความคืบหน้าในการกลับสู่เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ช้าลง
คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวว่า ECB อยู่ในสถานะที่รับมือกับความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ พร้อมเตือนว่าไม่ควรมองข้ามแรงกระแทกนี้เร็วเกินไป โดยข้อมูล/เหตุการณ์ที่ต้องติดตาม ได้แก่ Beige Book ของเฟด (รายงานภาวะเศรษฐกิจจากแต่ละภูมิภาคของสหรัฐ), ถ้อยแถลงของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐ, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนเดือนกุมภาพันธ์ และความเห็นจากกรรมการ ECB
EUR/USD ซื้อขายใกล้ 1.1793 อยู่เหนือกลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50/100/200 วัน (SMA: เส้นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง) แถว 1.1673 และยังได้แรงพยุงจากเส้นแนวโน้มขาขึ้นจาก 1.1411 ด้าน RSI (14) (ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย ช่วง 14 วัน) อยู่ที่ 64.8 โดยแนวต้านอยู่บริเวณ 1.1929
เราย้อนมองความคึกคักในปี 2025 เมื่อ EUR/USD ขยับเข้าใกล้ 1.1800 จากความหวังว่าความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่านจะผ่อนคลาย แต่ต่อมาความสนใจของตลาดเปลี่ยนไปโฟกัสที่ “ทิศทางนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน” ของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นตัวกำหนดตลาดในช่วงนี้ โดยขณะนี้คู่เงินซื้อขายต่ำกว่ามาก แถว 1.1250 สะท้อนภาพใหม่ดังกล่าว
ท่าทีคุมเข้มของเฟด (hawkish: เน้นสกัดเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) ที่เริ่มชัดเจนตั้งแต่ปีก่อน ยังเป็นแรงขับหลัก ล่าสุดดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI: เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค) เดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 3.1% ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่ลงช้าและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแรง ทำให้ตลาดเลื่อนคาดการณ์ “การลดดอกเบี้ยครั้งแรก” ไปไกลถึงไตรมาส 3 ปี 2026
ในทางกลับกัน ECB เริ่มวงจรผ่อนคลายนโยบายแล้ว โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหลักลง 25 เบซิสพอยต์ในเดือนมีนาคม 2026 (เบซิสพอยต์: 0.01% ดังนั้น 25 เบซิสพอยต์ = 0.25%) เงินเฟ้อ HICP ของยูโรโซน (ดัชนีราคาผู้บริโภคมาตรฐานของยุโรป) ลดลงสู่ 2.4% ในเดือนล่าสุด ใกล้เป้าหมายมากขึ้น เปิดทางให้ ECB เดินหน้าลดดอกเบี้ย ตอกย้ำช่องว่างนโยบายของสองธนาคารกลางที่กว้างขึ้น
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ค่าเงิน) แนวทางนโยบายที่ชัดขึ้นอาจหนุนกลยุทธ์ “ขายออปชันคอล” EUR/USD แบบนอกเงิน (out-of-the-money: ราคาทำสิทธิยังไม่คุ้มเมื่อเทียบกับราคาตลาด) หรือทำ “สเปรดคอลขาลง” (bear call spread: ขายคอลราคาใกล้และซื้อคอลราคาไกลกว่า เพื่อลดความเสี่ยง) กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์หากคู่เงินยังอ่อนค่าหรือแกว่งตัวในกรอบ โดยจำกัดความเสี่ยงไว้ชัดเจน ขณะที่ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนในราคาออปชัน) ลดลงจากช่วงพีคในเหตุอิหร่านปี 2025 ทำให้ค่าเบี้ยประกันออปชัน (option premium: ราคาที่จ่าย/รับจากการซื้อขายออปชัน) สำหรับมุมมองขาลงอยู่ในระดับ “ไม่แพงเกินไป” มากขึ้น