เมแกน กรีน สมาชิกภายนอกของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BoE) กล่าวว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอ่อนแออยู่แล้วก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ตามรายงานของรอยเตอร์เมื่อวันอังคาร โดยเธอยังระบุด้วยว่า ผลของสงครามมีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
เธอกล่าวว่า ยังไม่มั่นใจว่าผลกระทบจาก “ช็อกฝั่งอุปทาน” (negative supply shock: เหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนและปริมาณสินค้า/พลังงานลดลง จนราคาสูงขึ้น) ได้จางหายไปหมดแล้ว เธอระบุว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามมีความสำคัญ รวมถึงความเป็นไปได้ของ “ผลกระทบรอบสอง” (second-round effects: เมื่อต้นทุนที่สูงขึ้นลามไปสู่การเรียกร้องขึ้นค่าแรงและการตั้งราคาสินค้าทั่วระบบ)
กรีนกล่าวว่า กว่าจะมีหลักฐานชัดเจนของผลกระทบรอบสองยังต้องใช้เวลา และอาจกินเวลาหลายเดือน เธอระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถ “มองข้าม” ช็อกฝั่งอุปทานได้ (look through: ไม่ให้น้ำหนักต่อผลกระทบชั่วคราวในการตัดสินใจ) และการประเมินต้องละเอียดรอบคอบมากขึ้น
มุมมองโดยรวมคือ เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรอ่อนอยู่แล้ว และสงครามยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ภาพนี้สะท้อนจากข้อมูลล่าสุด โดยการเติบโตไตรมาส 1 ทรงตัวที่ 0.0% ขณะที่เงินเฟ้อเดือนมีนาคมปรับขึ้นกลับมาอยู่ที่ 3.1% สูงกว่าที่คาด สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางอังกฤษเผชิญบริบทที่ตัดสินใจยาก และทำให้แผนลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ซับซ้อนขึ้น
ประเด็นนี้ชี้ว่า ตลาดที่เคยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2026 อาจมองโลกในแง่ดีเกินไป ความกังวลหลักอยู่ที่ผลกระทบรอบสอง ที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นส่งต่อไปยังการเรียกร้องค่าแรงและการตั้งราคาสินค้า เราเคยเห็นรูปแบบนี้ในวิกฤตพลังงานที่เริ่มในปี 2022 ซึ่งทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงนานกว่าที่ประเมินไว้มาก
สำหรับนักค้าเงิน ภาพนี้บ่งชี้ว่าเงินปอนด์อาจผันผวนมากขึ้น ปกติธนาคารกลางที่ “เข้มงวด” (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อ) มักช่วยหนุนค่าเงิน แต่เศรษฐกิจที่ชะงักและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะกดดันเงินปอนด์อย่างมาก ดังนั้น การซื้อ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต ไม่ใช่ภาระผูกพัน) ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง (large price swing) ในคู่เงินอย่าง GBP/USD อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
ดัชนีหุ้นสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะ FTSE 250 ที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศมาก เผชิญแรงเสียดทานจากแรงกดดันแบบ “เศรษฐกิจชะงักแต่เงินเฟ้อสูง” (stagflation: โตต่ำแต่ราคาสูง) ควรคาดว่า การเติบโตที่อ่อนแอและโอกาสที่ดอกเบี้ย “สูงนานกว่าที่คิด” (higher-for-longer: คงดอกเบี้ยระดับสูงนาน) จะกระทบกำไรบริษัท การวางพอร์ตเพื่อรับความเสี่ยงขาลง เช่น ใช้พุตออปชัน (put options: สิทธิขายเมื่อราคาตก) บนดัชนี อาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา