GBP/USD อ่อนลงมาที่ราว 1.3380 ก่อนฟื้นกลับสู่ประมาณ 1.3510 เพิ่มขึ้น 0.35% ในวันเดียวกัน โดยปรับขึ้นมากกว่า 350 pips (หน่วยวัดการเคลื่อนไหวของค่าเงิน; 1 pip ในคู่นี้เท่ากับ 0.0001) จากใกล้ 1.3160 ในช่วงต้นเดือนเมษายน และรีบาวด์กลับมาราวครึ่งหนึ่งของช่วงที่ร่วงลงจากประมาณ 1.3870
การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) โดยสหรัฐ หลังการเจรจาสันติภาพในปากีสถานล้มเหลว กดดัน “ความต้องการรับความเสี่ยง” (risk appetite: ความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน) ในช่วงเช้าวันจันทร์ ต่อมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลง เมื่อ市場คาดว่าอาจหาทางคลี่คลายได้ ช่วยให้ GBP/USD กลับมายืนเหนือ 1.3500 ได้อีกครั้ง
วันอังคารจะมีการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐ (PPI: วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า/บริการในระดับผู้ผลิต มักสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อล่วงหน้า) เดือนมีนาคม คาดที่ 1.2% เมื่อเทียบรายเดือน (m/m: เทียบกับเดือนก่อน) จาก 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วน PPI รายปี (y/y: เทียบกับปีก่อน) คาดที่ 4.6% จาก 3.4% พร้อมสุนทรพจน์เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed: ธนาคารกลางสหรัฐ) 5 ราย ได้แก่ Goolsbee, Barr, Barkin, Collins และ Paulson
เงินเฟ้อสหราชอาณาจักร (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค วัดค่าครองชีพ) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ช่วง 3%–3.5% ในไตรมาสต่อ ๆ ไป จากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น หลังจากก่อนเกิดความขัดแย้งเคยปรับลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2%
GBP/USD ซื้อขายใกล้ 1.3513 สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วัน (50-day EMA: ค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักราคาล่าสุดมากกว่า ใช้ดูแนวโน้ม) ที่ 1.3395 และสูงกว่า 200-day EMA ที่ 1.3367 ขณะที่ Stochastic RSI (ตัวชี้วัดโมเมนตัมที่ผสม Stochastic กับ RSI เพื่อดูภาวะซื้อมาก/ขายมาก) อยู่ใกล้ 71 โดยแนวรับอยู่แถว 1.3395 และ 1.3367