ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนมีนาคม โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit rate: ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์นำเงินไปฝากไว้กับ ECB ซึ่งมักใช้เป็น “ดอกเบี้ยอ้างอิงหลัก” ของยูโรโซน) อยู่ที่ 2.0% และถูกมองว่าเป็นระดับ “เป็นกลาง” (neutral level: ระดับดอกเบี้ยที่ไม่กระตุ้นและไม่ฉุดเศรษฐกิจ)
นักเศรษฐศาสตร์ของ Deutsche Bank คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25 เบซิสพอยต์ (basis point: หน่วยย่อยของดอกเบี้ย 1 เบซิสพอยต์ = 0.01% ดังนั้น 25 เบซิสพอยต์ = 0.25%) ในเดือนมิถุนายนและกันยายน โดยตลาดได้ “รับรู้ราคาไปแล้ว” (priced in: ราคาสินทรัพย์สะท้อนความคาดหวังนี้แล้ว)
Market Pricing And Rate Path
ภายในสิ้นปี ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นรวมราว 66 เบซิสพอยต์ (tightening: การทำให้นโยบายการเงินตึงตัว เช่น ขึ้นดอกเบี้ย) ซึ่งหมายถึงความน่าจะเป็นราว 64% ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 3
นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของยูโรโซนปี 2026 เหลือ 0.5% จาก 1.1% โดยชี้ว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นและข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอเป็นปัจจัยสำคัญ
คาดว่าเงินเฟ้อยูโรโซนจะอยู่ที่ 2.8% ในปี 2026 และกล่าวถึงนโยบายการคลังของเยอรมนี (fiscal policy: การใช้จ่ายรัฐและภาษี) ว่าอาจช่วยพยุงยูโรโซนในภาพรวม
Trading Implications And Risk Scenarios
ในมุมมองของเรา ECB อยู่ในภาวะลำบาก เพราะคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่เศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเสี่ยงกระทบการเติบโต ขณะที่ตลาดได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ย 25 เบซิสพอยต์ในเดือนมิถุนายนและกันยายนไปแล้ว
ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมีนาคมล่าสุดของยูโรโซนอยู่ที่ 2.4% ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% จึงหนุนเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย แต่ผลสำรวจภาวะธุรกิจล่าสุด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: แบบสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจ โดยสูงกว่า 50 คือขยายตัว ต่ำกว่า 50 คือหดตัว) ซึ่งภาคการผลิตอยู่ที่ 47.1 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังอ่อนแรง ข้อมูลที่อ่อนทำให้ ECB ชี้แจงการ “คุมเข้มนโยบาย” (tightening policy: ลดความผ่อนคลาย เช่น ขึ้นดอกเบี้ย) ได้ยากขึ้น และยิ่งกดดันต่อคาดการณ์การเติบโต 0.5%
เรายังจำได้ว่าในปี 2022 ECB ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อผิดพลาดและต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง ความทรงจำนี้อาจทำให้ ECB ต้องแสดงท่าทีจริงจังเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (credibility: ความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะคุมเงินเฟ้อได้) ความกังวลหลักคือปล่อยให้เงินเฟ้อ “ฝังตัว” (entrenched inflation: เงินเฟ้ออยู่สูงนานจนควบคุมยาก) แม้ต้องแลกกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจระยะสั้น
ภายใต้ความขัดแย้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือวางสถานะเพื่อคาดว่า ECB จะ “พัก” วงจรขึ้นดอกเบี้ย (pause its hiking cycle: หยุดขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว) เร็วกว่าที่คาดเพราะเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งทำได้ผ่านตราสารอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง) เช่น สว็อปอัตราดอกเบี้ย (interest rate swap: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินดอกเบี้ยคงที่กับลอยตัว) หรือซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส (futures contract: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ที่อิง Euribor (อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดเงินยูโร) เป้าหมายคือทำกำไรหากตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเพราะข้อมูลเศรษฐกิจแย่ลง
เรายังเห็นโอกาสในตลาดเงินตรา โดยเฉพาะยูโร หาก ECB ให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจที่อ่อนแอและหยุดขึ้นดอกเบี้ย ยูโรอาจอ่อนค่าต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ลงทุนอาจพิจารณาซื้อออปชันแบบพุต (put option: สิทธิในการขายที่ราคากำหนด) บนคู่เงิน EUR/USD ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มหากยูโรอ่อนลง