ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุบน Truth.Social ว่า การปิดล้อม (blockade: การสกัดกั้น/ห้ามเรือเข้า-ออก) เรือที่เข้าไปหรือออกจากท่าเรืออิหร่านจะเริ่มวันนี้ 13 เม.ย. เวลา 10:00 น. ตามเวลา ET (14:00 น. GMT)
โพสต์ระบุว่าสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมตั้งแต่เวลาดังกล่าว
การตอบสนองของตลาดและแนวโน้มความผันผวน
หลังโพสต์ดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และราคาน้ำมัน WTI ยังไม่ขยับในทันที
ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้แล้วในวันเดียวกันโดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM: หน่วยบัญชาการทหารของสหรัฐฯ ที่ดูแลตะวันออกกลางและพื้นที่ใกล้เคียง)
แม้ตลาดดูสงบ แต่สัญญาณอาจหลอกตา ควรคาดว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาสัญญาออปชัน) ของสัญญาน้ำมันจะพุ่งแรงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า เมื่อผลกระทบจริงจากการปิดล้อมเริ่มเกิดขึ้น ดัชนี Cboe Crude Oil Volatility Index (OVX: ดัชนีที่วัดความผันผวนคาดการณ์ของราคาน้ำมันดิบจากตลาดออปชัน) ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับต่ำของปี มีโอกาสปรับขึ้นมาก ทำให้แนวทางลงทุนที่ได้ประโยชน์จากความผันผวนสูงขึ้น (long volatility: กลยุทธ์ที่กำไรเมื่อความผันผวนเพิ่ม) น่าสนใจ
ความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซและผลต่อราคา
การปิดล้อมนี้กระทบความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญของโลก) ซึ่งมีน้ำมันผ่านราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของอุปทานโลก ผู้ลงทุนกำลังเตรียมรับความเสี่ยงราคากระชาก โดยซื้อ “คอลออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money call options: สิทธิซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน มักใช้เก็งเหตุการณ์ทำให้ราคาพุ่ง) บนสัญญาน้ำมัน Brent ล่วงหน้า (Brent futures: สัญญาล่วงหน้าของน้ำมันอ้างอิงเบรนท์) ซึ่งไวต่อความตึงเครียดตะวันออกกลางมากกว่า WTI (WTI: น้ำมันดิบอ้างอิงสหรัฐฯ) ย้อนดูปี 2019 ที่มีเหตุโจมตีโรงงานซาอุฯ จน Brent พุ่งเกือบ 20% ในวันเดียว สะท้อนว่าความรุนแรงสามารถเร่งตัวได้เร็ว
หากอิหร่านส่งออกน้ำมันราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปทันที จะทำให้สมดุลอุปสงค์-อุปทานโลกตึงตัวอย่างมาก โดยตลาดจับตาถ้อยแถลงจาก OPEC+ (OPEC+: กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิต) เพราะ “กำลังการผลิตสำรอง” (spare capacity: กำลังผลิตที่เพิ่มได้เร็วหากต้องการ) ที่ประเมินต่ำกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจไม่พอคลายความกังวลเรื่องขาดแคลน หากกลุ่มลังเลที่จะเพิ่มกำลังผลิต จะหนุนมุมมองราคาน้ำมันขาขึ้น
ตลาดยังจับตา “ส่วนต่างราคา Brent-WTI” (Brent-WTI spread: ช่องว่างราคาระหว่างเบรนท์กับ WTI) ซึ่งคาดว่าจะกว้างขึ้น เพราะความเสี่ยงกระจุกในฝั่งซีกโลกตะวันออก นอกจากนี้ การลงทุนผ่าน “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ของผู้ให้บริการเรือขนส่งน้ำมันรายใหญ่เริ่มถูกพิจารณา เนื่องจากต้นทุนประกันภัยและต้นทุนปฏิบัติการจะพุ่งจากความเสี่ยงที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับคอลออปชันของบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่อาจให้ผลตอบแทน หากการเผชิญหน้าทางทหารยืดเยื้อ