ราคาทองคำในมาเลเซียปรับลดลงในวันจันทร์ ตามข้อมูลของ FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 602.24 ริงกิตมาเลเซีย (MYR) ต่อกรัม ลดลงจาก 606.73 MYR ในวันศุกร์
ทองคำยังลดลงมาอยู่ที่ 7,024.34 MYR ต่อโทลา จาก 7,076.77 MYR ในวันศุกร์ ส่วนราคาอื่น ๆ ที่รายงาน ได้แก่ 6,022.34 MYR ต่อ 10 กรัม และ 18,731.64 MYR ต่อทรอยออนซ์ (หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า)
FXStreet คำนวณราคาทองคำท้องถิ่นอย่างไร
FXStreet แปลง “ราคาทองคำโลก” เป็นสกุล MYR ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน USD/MYR (ดอลลาร์สหรัฐต่อริงกิตมาเลเซีย) แล้วคำนวณเป็นหน่วยท้องถิ่น ตัวเลขอัปเดตรายวันตามเวลาที่เผยแพร่ ใช้เพื่ออ้างอิงเท่านั้น เพราะราคาหน้าร้านหรือผู้ค้าท้องถิ่นอาจต่างเล็กน้อย
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ และใช้เป็นส่วนหนึ่งของ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” (สินทรัพย์ที่ประเทศเก็บไว้เพื่อความมั่นคงทางการเงินและค่าเงิน) ข้อมูลสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ในปี 2022 ธนาคารกลางซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายปี
โดยทั่วไปราคาทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่ตลาดใช้เป็นจุดอ้างอิงด้านดอกเบี้ยและความปลอดภัย) และอาจเคลื่อนไหวสวนกับ “สินทรัพย์เสี่ยง” เช่น หุ้น ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และการเปลี่ยนแปลงของดอลลาร์สหรัฐ เพราะทองคำซื้อขายด้วยดอลลาร์ (XAU/USD: ราคาทองคำเทียบดอลลาร์สหรัฐ)
มุมมองตลาดทองคำ
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) อ่อนลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณท่าที “ผ่อนคลายมากขึ้น” (dovish: มีแนวโน้มลด/ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย) ในครึ่งหลังของปี ย้อนดูที่ผ่านมา การขึ้นดอกเบี้ยแรงที่สิ้นสุดในปี 2025 ช่วยกดเงินเฟ้อได้ แต่ขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักกับการหลีกเลี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวแรง ทองคำเป็นสินทรัพย์ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” (non-yielding: ถือแล้วไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย) จึงมักน่าสนใจขึ้นเมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง
ความต้องการซื้อจากธนาคารกลางยังเป็นแรงหนุนสำคัญ แนวโน้มนี้เร่งตัวตั้งแต่ปี 2022 และยังไม่ชะลอ ข้อมูลไตรมาส 1/2026 ระบุว่า ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชีย เพิ่มทองคำอีก 200 ตันในทุนสำรอง การซื้ออย่างต่อเนื่องช่วยสร้าง “แนวรับ” ให้ราคา (floor: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อค้ำ) และดูดซับแรงขายเมื่อราคาย่อตัว
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักถือเมื่อความเสี่ยงสูง) คล้ายช่วงผันผวนปี 2024–2025 เราพบว่า “สถานะคงค้าง” (open interest: จำนวนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือออปชันที่ยังไม่ปิดสถานะ) ในสัญญาทองคำล่วงหน้าและออปชันมักพุ่งขึ้นเมื่อความไม่แน่นอนสูง พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้เล่นตลาดกำลัง “ป้องกันความเสี่ยง” (hedging: ลดผลกระทบจากความผันผวน) จากโอกาสเกิดแรงกระแทกในตลาดที่เสี่ยงกว่า เช่น หุ้น
สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อย่างทองคำ) ภาพแวดล้อมนี้ชี้ว่า การซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อที่ราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด) หรือทำกลยุทธ์ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลราคาใช้สิทธิต่ำและขายคอลราคาใช้สิทธิสูง เพื่อลดต้นทุนและจำกัดกำไรสูงสุด) บนสัญญาทองคำล่วงหน้า อาจเหมาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพราะให้โอกาสทำกำไรจากการขึ้นราคาแบบใช้เงินน้อยกว่าซื้อสินทรัพย์เต็มจำนวน (leverage: การใช้เงินน้อยเพื่อควบคุมมูลค่าสัญญามากขึ้น) และจำกัดความเสี่ยงขาลง หากราคายังอ่อนต่อเนื่อง อีกแนวทางคือขาย “พุทออปชันนอกช่วงราคา” (out-of-the-money put: พุทที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน) เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) โดยอาศัยมุมมองว่าความต้องการซื้อพื้นฐานยังช่วยพยุงราคา