USD/JPY ซื้อขายแถว 159.30 ในวันศุกร์ ยังต่ำกว่า 160.00 และเคลื่อนไหวในกรอบช่วงหนึ่งเดือน เงินเยนยังอ่อนค่า เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจสะดุด (ความเสี่ยงที่การผลิต/ขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก) แม้ดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลง
ตลาดยังระมัดระวังใกล้ 160.00 ซึ่งเป็นระดับที่เคยนำไปสู่ “การแทรกแซงค่าเงิน” (การที่ทางการเข้าไปซื้อ/ขายเงินตราโดยตรงเพื่อชะลอความผันผวน) ของญี่ปุ่น ความเห็นจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นทำให้ตลาดจับตาความเสี่ยงของการดำเนินการ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวที่เร็วและแรง
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการจับตาการแทรกแซง
ความสนใจยังอยู่ที่การหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน และการหารือที่มีกำหนดในปากีสถานช่วงสุดสัปดาห์ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่าต้องมีการหยุดยิงในเลบานอน และการปล่อยทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด (ทรัพย์สินที่ถูกระงับการใช้) ก่อนเข้าสู่การเจรจา
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับ The New York Post ว่าเรือรบสหรัฐกำลัง “เติมกระสุนที่ดีที่สุด” เพื่อกลับมาโจมตีอิหร่าน หากการเจรจาล้มเหลว ปัจจัยนี้ช่วยจำกัดการอ่อนค่าต่อของดอลลาร์ หลังดอลลาร์ลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินสกุลหลัก) อยู่แถว 98.67 หลังทำจุดต่ำระหว่างวันราว 98.50 และมีแนวโน้มลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนมีนาคม ดัชนี CPI ทั่วไปของสหรัฐ (Headline CPI: เงินเฟ้อรวม) เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบเดือนก่อน (MoM) จาก 0.3% และเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบปีก่อน (YoY) จาก 2.4% ตามคาด
เรียวโซ ฮิมิโนะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่าไม่เห็นสัญญาณ “Stagflation” (ภาวะเศรษฐกิจโตช้า/ไม่โต แต่เงินเฟ้อสูง) แต่ชี้ว่าความขัดแย้งอาจทำให้การเติบโตชะลอ ขณะเดียวกันดันเงินเฟ้อขึ้น
ส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
แรงขับเคลื่อนสำคัญคือ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (Rate differential: ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นที่กว้างมาก ทำให้แนวโน้มคู่เงินยังถูกชี้นำโดยดอกเบี้ยเป็นหลัก
ส่วนต่างดังกล่าวยิ่งเด่นชัดขึ้น ณ เดือนเมษายน 2026 ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.50% ขณะที่ BOJ ยังขยับดอกเบี้ยนโยบายได้จำกัดแถว 0.1% ภาวะนี้ยังหนุน “แคร์รี่เทรด” ของเงินเยน (Yen carry trade: กู้/ยืมเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) เพราะมีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย
สำหรับผู้เทรด “อนุพันธ์” (Derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ค่าเงิน) ความผันผวน (Volatility: ระดับการแกว่งของราคา) น่าจะเป็นประเด็นหลักในช่วงถัดไป การซื้อ “คอลออปชัน” (Call option: สิทธิในการซื้อคู่เงินที่ราคา/ช่วงเวลาที่กำหนด) ที่อายุยาว ช่วยเปิดโอกาสได้ประโยชน์หาก USD/JPY ปรับขึ้นต่อ พร้อมจำกัดความเสี่ยงขาลง หากทางการเข้าแทรกแซงรุนแรง “พรีเมียม” (Premium: ค่าเบี้ยที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) ที่สูงขึ้น อาจเป็นต้นทุนที่เหมาะสมเพื่อบริหารความเสี่ยง
ในทางกลับกัน ผู้ที่เชื่อว่าการแทรกแซงใกล้เกิดและจะได้ผล อาจพิจารณาซื้อ “พุทออปชัน” (Put option: สิทธิในการขายคู่เงินที่ราคา/ช่วงเวลาที่กำหนด) ระยะสั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการร่วงลงฉับพลัน หากหลุด 160 จะเป็นระดับสำคัญเชิงจิตวิทยา (Psychological level: ระดับราคาที่ตลาดให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) และอาจเร่งให้ราคาลงเร็ว
ท้ายที่สุด รายได้ต่อเนื่องจากแคร์รี่เทรดเป็นแรงหนุนสำคัญ ซึ่งสะท้อนในตลาด “ฟอร์เวิร์ด” (Forward market: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาและส่งมอบในอนาคต) ทำให้นักลงทุนยังถือ “สถานะซื้อ” (Long position: ถือเพื่อหวังราคาขึ้น) เพราะเหมือน “ได้ค่าตอบแทนเพื่อรอ” จากส่วนต่างดอกเบี้ย กระแสเงินลักษณะนี้ทำให้การฝืนเทรนด์ขาขึ้นมีต้นทุนสูง