ยูโรแข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ โดย EUR/USD ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐ-อิหร่านช่วยให้ “บรรยากาศรับความเสี่ยง” (ความกล้าเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของตลาด) ดีขึ้น EUR/USD ซื้อขายใกล้ 1.1736 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อยู่ราว 98.55 และมีแนวโน้มทำสถิติลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม
ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐชี้ว่าราคาสินค้ายังสูงขึ้น หลังต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านมายังราคาทั่วไป ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI หรือดัชนีวัดระดับราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม จาก 0.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.4% สอดคล้องกับคาดการณ์
Fed Policy Expectations
CPI พื้นฐาน (Core CPI: เงินเฟ้อพื้นฐาน โดยตัดหมวดอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม ต่ำกว่าคาดที่ 0.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.5% ต่ำกว่าคาดที่ 2.7%
ข้อมูลดังกล่าวหนุนมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: Fed หรือเฟด) น่าจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ในระยะใกล้ ตลาดกำลังรอสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่าเงินเฟ้อกำลังมุ่งลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด ก่อนจะเริ่ม “ลดดอกเบี้ย” (rate cuts: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย)
การหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านช่วยลดความกังวลต่อความขัดแย้งที่อาจลุกลาม โดยมีการเจรจาในปากีสถานช่วงสุดสัปดาห์ หากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) กลับมาเปิดได้และราคาน้ำมันปรับลง อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และมีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์
Derivative Positioning Outlook
ขณะนี้ รายงานการจ้างงานล่าสุดของเดือนมีนาคม 2026 สะท้อนการชะลอตัว เหลือเพียง 150,000 ตำแหน่งใหม่ เป็นหลักฐานว่าศรษฐกิจสหรัฐกำลังเย็นลง ทำให้ตลาดเชื่อมากขึ้นว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปี ส่งผลให้แนวโน้มหลักของดอลลาร์ดูมีโอกาสอ่อนค่า
สำหรับผู้เทรด “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ค่าเงิน) มุมมองนี้บ่งชี้ถึงการวางสถานะเพื่อรับโอกาสจากดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบยูโร การซื้อ “ออปชันคอล” EUR/USD ระยะกลาง (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อคู่เงินในราคาและเวลาที่กำหนด) โดยอาจเลือกวันหมดอายุในไตรมาส 3 ดูน่าสนใจ เพราะช่วยเปิดโอกาสรับกำไรจากการปรับขึ้นของคู่เงิน พร้อม “จำกัดความเสี่ยงสูงสุด” (defined risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัดตามค่าเบี้ยออปชันที่จ่าย)
ความไม่แน่นอนจากการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านในปากีสถานยังทำให้ “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนในราคาออปชัน) อยู่ในระดับรองรับ ส่งผลให้กลยุทธ์ออปชันที่จำกัดความเสี่ยงเหมาะกว่าการถือสถานะฟิวเจอร์สฝั่งซื้อแบบตรงตัว (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีความเสี่ยงจากการแกว่งของราคาเต็มจำนวน)