This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

นักเศรษฐศาสตร์ของ UBS พอล โดโนแวน อธิบายว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างไร

by VT Markets
/
Apr 10, 2026

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์เป็นราคาที่คนเห็นชัดมาก เพราะป้ายราคาถูกแสดงไว้หน้าปั๊มริมถนนในแทบทุกประเทศ สำหรับสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยที่สูงกว่า 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน (gallon: หน่วยปริมาตรของสหรัฐฯ ประมาณ 3.785 ลิตร) มักถูกมองว่าเป็น “วิกฤตระดับชาติ”

ในสหราชอาณาจักร ความต้องการใช้น้ำมันรถยนต์ (demand: ปริมาณการใช้/ความต้องการซื้อ) ใกล้เคียงกับปี 2015 และต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดราว 3.5% ระดับการขับขี่ในสหราชอาณาจักรก็ต่ำกว่าปี 2019 อยู่ 0.8% ประกอบกับผลจากรถที่ประหยัดน้ำมันขึ้น และการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า

อุปสงค์อ่อนแรงลงแบบเป็นโครงสร้าง

ในสหรัฐฯ ปริมาณการใช้น้ำมันรถยนต์ (volumes: ปริมาณการใช้จริง) กลับมาใกล้ระดับก่อนโควิดแล้ว แต่ยังต่ำกว่าปี 2015 เยอรมนีและฝรั่งเศสมีรูปแบบคล้ายกัน

บทความเชื่อมโยงแนวโน้มนี้กับการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะ “ความสามารถในการลดการใช้น้ำมัน” อีกทั้งชี้ให้เห็นทางเลือกเชิงนโยบายระหว่าง “อุดหนุนราคาน้ำมัน” กับ “ปล่อยให้ราคาสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้ลดการใช้” พร้อมช่วยครัวเรือนผ่านมาตรการอื่น

เมื่อราคาน้ำมันเบนซินสหรัฐฯ กลับมาใกล้ระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เราจึงเห็นกระแสข่าว “วิกฤตผู้บริโภค” แบบเดิมๆ อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ตลาดอาจประเมินผลกระทบของระดับราคานี้เกินจริง เพราะอุปสงค์น้ำมันรถยนต์พื้นฐานอ่อนแรงลงอย่างถาวรมากกว่าในอดีต นั่นหมายความว่า “การปรับขึ้นของราคาแบบเกิดจากอารมณ์ตลาด” (sentiment: ความเชื่อ/อารมณ์ของนักลงทุน) อาจไปได้ไม่ไกลเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยบอก

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: หน่วยงานรัฐที่รวบรวม/รายงานข้อมูลพลังงาน) ยืนยันแนวโน้มนี้ โดยรายงานเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นเหนือระดับก่อนโควิดได้ไม่ชัด และยังต่ำกว่าปี 2015 ในยุโรปก็เห็นภาพคล้ายกันตลอดปี 2025 โดยการบริโภคในสหราชอาณาจักรและเยอรมนียังซบเซาต่อเนื่อง ความอ่อนแรงของอุปสงค์ในประเทศพัฒนาแล้วรายสำคัญควรทำให้มุมมอง “ขาขึ้น” ระมัดระวังมากขึ้น (bullish: คาดว่าราคาจะขึ้น)

ความหมายต่อผู้ซื้อขาย

การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนถาวร รวมถึงการใช้รถที่ประหยัดน้ำมันขึ้น และการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไตรมาสแรกของปีนี้ รถยนต์ไฟฟ้า (EVs: รถที่ใช้ไฟฟ้าแทนใช้น้ำมัน) มีสัดส่วนมากกว่า 15% ของยอดขายรถนั่งใหม่ทั้งหมดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากจากส่วนแบ่ง 9% เมื่อสองปีก่อนในช่วงต้นปี 2024 ยอดขายแต่ละครั้งหมายถึงการลดความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในอนาคตแบบถาวร

สำหรับผู้ซื้อขาย ภาวะแบบนี้ทำให้ “ขายเมื่อราคาดีดขึ้น” ในสัญญาล่วงหน้าของน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซิน (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาและส่งมอบในอนาคต) อาจเป็นแนวทางที่ใช้ได้ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ เหมาะสำหรับกันความเสี่ยงขาลง) อาจมีความคุ้มค่าเพื่อป้องกันความเสี่ยง หากอุปสงค์ตอบสนองต่อราคาสูงเร็วกว่าที่คาด แก่นสำคัญคือมองหาโอกาสที่ “ราคาตลาด” ยังยึดสมมติฐานเก่าๆ เรื่องการใช้น้ำมันของผู้บริโภค (market pricing: ราคาที่สะท้อนความคาดหวังของตลาดในเวลานั้น)

ปัจจัยที่คาดเดายากที่สุดยังเป็น “ท่าทีทางการเมือง” โดยเฉพาะเมื่อวาทกรรมช่วงเลือกตั้งเริ่มร้อนแรง หากมีการอุดหนุนราคาหน้าปั๊ม หรือปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (strategic reserves: สต็อกน้ำมันของรัฐเพื่อใช้ยามฉุกเฉินหรือพยุงตลาด) แบบที่เคยเกิดในช่วงราคาพุ่งปี 2022 และ 2024 ก็อาจทำให้ราคา “บิดเบือนระยะสั้น” ได้ ผู้ซื้อขายจึงควรจับตาประกาศนโยบายที่อาจกดเพดานราคาแบบไม่เป็นธรรมชาติ หรือพยุงการบริโภคชั่วคราว

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code