ราคาทองคำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลของ FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 557.44 ดีแรห์มต่อกรัม เทียบกับ 557.37 ดีแรห์มในวันพุธ
ทองคำอยู่ที่ 6,501.84 ดีแรห์มต่อตลา (หน่วยชั่งน้ำหนักทองที่ใช้กันในเอเชียใต้) เพิ่มขึ้นจาก 6,501.11 ดีแรห์มในวันก่อนหน้า ราคาอื่น ๆ ที่ระบุไว้ ได้แก่ 5,574.38 ดีแรห์มต่อ 10 กรัม และ 17,338.20 ดีแรห์มต่อทรอยออนซ์ (หน่วยมาตรฐานสากลสำหรับโลหะมีค่า)
ภาพรวมราคาทองคำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
FXStreet แปลงราคาทองคำสากลเป็นสกุลดีแรห์ม (AED) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน USD/AED และหน่วยท้องถิ่น ตัวเลขอัปเดตทุกวัน ณ เวลาเผยแพร่ ใช้เพื่ออ้างอิง เนื่องจากราคาจริงในพื้นที่อาจต่างกันเล็กน้อย
ทองคำถูกใช้มายาวนานเป็น “เครื่องรักษามูลค่า” (สินทรัพย์ที่มักคงมูลค่าได้เมื่อเวลาผ่านไป) และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อีกทั้งใช้ในเครื่องประดับด้วย ทองคำมักถูกมองเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักถือเมื่อความเสี่ยงในตลาดสูง) และเป็น “เครื่องป้องกันเงินเฟ้อ” (ช่วยลดผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้น) รวมถึงป้องกันความอ่อนค่าของสกุลเงิน
ธนาคารกลางถือครองทองคำมากที่สุด และอาจซื้อเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง (ลดการพึ่งพาสินทรัพย์ชนิดเดียว) ในปี 2022 ธนาคารกลางซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจีน อินเดีย และตุรกีเพิ่มทุนสำรอง
โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐออก) และอาจปรับลงได้เมื่อหุ้นปรับขึ้น ราคาทองคำได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยขับเคลื่อนและมุมมองกลยุทธ์
ราคาทองคำทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เรามองว่าเป็นช่วง “พักฐาน” (แกว่งตัวในกรอบเพื่อสะสมแรงซื้อขาย) ก่อนมีโอกาสขยับขึ้นรอบถัดไป บทบาทสินทรัพย์ปลอดภัยยังหนุนราคาอย่างมีนัย ทำให้เกิดฐานรองรับสำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต ผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (Derivative: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) ควรมองความนิ่งนี้เป็นการสะสมแรงของตลาดมากกว่าความไร้ทิศทาง
แรงขับเคลื่อนหลักในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าคือการคาดการณ์ที่เปลี่ยนไปต่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และผลต่อค่าเงินดอลลาร์ หลังรายงานเงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2026 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดระดับราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภค) อยู่ที่ 2.9% ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 60% มุมมองนี้กดดันดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนทางกับทองคำ ทำให้ทองคำดูน่าสนใจขึ้น
อีกปัจจัยที่จับตาคือการซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง ซึ่งช่วยพยุงราคาไว้ หลังการซื้อในระดับสูงตลอดช่วงปี 2025 ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China) เพิ่มทองคำในทุนสำรองอีก 25 ตันในเดือนมีนาคม 2026 อุปสงค์ที่สม่ำเสมอจากผู้ซื้อรายใหญ่ที่ไม่อ่อนไหวต่อราคา (ไม่ได้ซื้อขายตามความผันผวนระยะสั้น) เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงหนุนหลักเช่นกัน โดยความตึงเครียดที่กลับมาในเส้นทางขนส่งสำคัญของโลกทำให้นักลงทุนหันไปหาความปลอดภัย ซึ่งทองคำมักทำหน้าที่นี้ได้ดีในช่วงตลาดผันผวน หากความขัดแย้งยกระดับ อาจเกิดภาวะ “ย้ายเงินไปสินทรัพย์คุณภาพ” (flight to quality: หันไปถือสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ) ซึ่งมักเป็นผลดีต่อราคาทองคำ
จากปัจจัยทั้งหมด เรามองว่าการใช้ออปชัน (Options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ/ขายสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) เพื่อวางสถานะฝั่งขาขึ้นเป็นแนวทางที่รอบคอบที่สุด โดยเริ่มเห็นความสนใจเพิ่มขึ้นในคอลออปชัน (Call option: สิทธิซื้อเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) และกลยุทธ์บูลคอลสเปรด (Bull call spread: ซื้อคอลราคาใช้สิทธิหนึ่งและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน) สำหรับสัญญาที่หมดอายุเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2026 โดยเล็งระดับราคาใช้สิทธิ (Strike price: ราคาที่ระบุในสัญญาออปชัน) ที่ 2,500 ดอลลาร์ขึ้นไป วิธีนี้ช่วยเปิดโอกาสรับผลตอบแทนขาขึ้น พร้อมกำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจนในตลาดที่ยังไวต่อข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค