ราคาทองคำทรงตัวท่ามกลางข่าวภูมิรัฐศาสตร์ที่สลับกันไปมา ทั้งรายงานความเป็นไปได้ของการหยุดยิง 45 วัน และภัยคุกคามรอบใหม่ที่เชื่อมโยงกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือพลังงานสำคัญที่มี “คอขวด” การขนส่งน้ำมัน) โดยทองคำถูกมองว่าอยู่ใน “ช่วงปรับฐาน” (corrective phase: ราคาแกว่งพักตัวหลังขึ้นลงแรง) ขณะที่ “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง” (real yield: ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แกว่งใกล้ 2% ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำ
เมื่อยังไม่เห็นสัญญาณลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน มุมมองระยะสั้นชี้ว่าราคามีแนวโน้ม “แกว่งในกรอบ” (range-bound: ขึ้นลงในช่วงราคาเดิม) แต่เอนเอียงทางบวก โอกาส “หลุดกรอบ” (breakout: ทะลุแนวต้าน/แนวรับสำคัญ) จะขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเติม
ระยะสั้นคาดว่าทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,500–5,000 ดอลลาร์สหรัฐ การฟื้นตัวยังมีแนวโน้มจำกัด เว้นแต่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง
ทองคำเหมือนยังติดอยู่ในช่วงปรับฐาน โดยสาเหตุหลักมาจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีที่อยู่ระดับสูง ทำให้ทองคำ “น่าดึงดูด” ลดลง เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนจริงสูง ผู้ลงทุนมีทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า รายงานเงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2026 ที่ออกมาที่ 3.8% ตอกย้ำมุมมองว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) ไม่น่าจะรีบลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ผลตอบแทนจริงยืนแถว 2% ต่อไป และเป็นแรงต้านสำคัญที่จำกัดการรีบาวด์ของทองคำ
อย่างไรก็ดี ยังมีแรงหนุนเชิงบวกจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น เห็นได้จากสัปดาห์ก่อนที่มีภัยคุกคามรอบใหม่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งน้ำมัน ความตึงเครียดนี้ช่วย “พยุง” ราคาทองคำ เพราะหากสถานการณ์ยกระดับ นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับผู้เทรด “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาทางการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ภาพนี้สะท้อนช่วงราคาแกว่งในกรอบราว 4,500–5,000 ดอลลาร์ โดยอาจใช้แนวทาง “ขายความผันผวน” (selling volatility: วางสถานะให้ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งไม่มาก) ด้วยกลยุทธ์อย่าง “ไอรอนคอนดอร์” (iron condor: ใช้ออปชัน 4 ขาเพื่อกินค่าเบี้ยเมื่อราคาอยู่ในกรอบ) หรือ “สแตรงเกิล” (strangle: ใช้คอลและพุตคนละราคาเพื่อเล่นความผันผวน/หรือขายเพื่อคาดว่าราคาไม่หลุดกรอบ) เพื่อรับ “ค่าเบี้ยประกัน” (premium: เงินที่ได้/จ่ายเมื่อซื้อขายออปชัน) ขณะที่ตลาดชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนจริงที่สูงกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนวทางนี้ได้ประโยชน์เมื่อราคายังอยู่ในกรอบที่คาด
เพื่อรองรับโอกาสที่ราคาจะเอนขึ้น อาจพิจารณา “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิหนึ่งและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน) กลยุทธ์นี้ช่วยลดต้นทุนและได้ประโยชน์หากทองคำขยับเข้าใกล้ 5,000 ดอลลาร์ โดยไม่ต้องเดิมพันว่าต้องทะลุกรอบแรง ๆ อีกทั้งเป็นดีลที่ “จำกัดความเสี่ยง” (defined risk: รู้ขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า) สอดคล้องกับมุมมองตลาดที่ถูกกดไว้แต่ยังเอนบวก
เราเห็นรูปแบบคล้ายกันในช่วงปลายปี 2025 เมื่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคากระชากขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนย่อลงเร็ว ดังนั้นผู้ที่ถือสถานะ “ชอร์ต” (short position: เดิมพันว่าราคาจะลง) อาจพิจารณาซื้อ “คอลนอกเงิน” ที่ราคาห่างมาก (far out-of-the-money call: คอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดมาก จึงมีต้นทุนถูกแต่โอกาสทำกำไรเมื่อราคาแรง) เพื่อเป็น “ประกันความเสี่ยง” (hedge: ลดความเสี่ยงหากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง) กรณีเกิดเหตุปะทุฉับพลันที่ดันทองทะลุกรอบด้านบน