ราคาทองคำทรงตัวค่อนข้างมากท่ามกลางข่าวภูมิรัฐศาสตร์ (ความตึงเครียดและเหตุการณ์ระหว่างประเทศ) ที่ออกมาทั้งบวกและลบ รวมถึงรายงานความเป็นไปได้ของการหยุดยิง 45 วัน และการกลับมามีสัญญาณคุกคามที่เชื่อมโยงกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญ) อีกครั้ง โดยทองคำถูกมองว่าอยู่ในช่วง “ปรับฐาน” (ราคาย่อตัวหลังขึ้นมาก่อนหน้าเพื่อพักแรง)
อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (real yield: ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ) ที่แกว่งใกล้ 2% กดดันทองคำและจำกัดการฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การขาดสัญญาณลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ชัดเจน เพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาด
ระยะสั้นคาดว่าทองคำจะแกว่งในกรอบ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทิศทางราคาจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเติม และความเป็นไปได้ที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า
การ “เบรกกรอบ” (breakout: ราคาทะลุแนวต้าน/แนวรับสำคัญอย่างชัดเจน) ถูกมองว่าจะเกิดได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์, real yield ปรับลง หรือเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง มิฉะนั้น การปรับขึ้นน่าจะยังถูกจำกัด
ทองคำเหมือนอยู่ในภาวะรอดูทิศทาง ถูกหนุนด้วยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถูกกดอย่างหนักจาก real yield สหรัฐที่สูง โดย real yield อายุ 10 ปีทรงตัวแถว 1.95% ณ ต้นเดือนเมษายน 2026 ทำให้การขึ้นแรงทำได้ยาก ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ (range-bound: ขึ้นลงในช่วงจำกัด) มากกว่าจะเป็นขาขึ้นชัดเจน
ภาพคล้ายกันเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อข่าวหยุดยิงที่ขัดแย้งกันและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ทองคำไปต่อไม่ไกล แม้ตอนนั้น ปัจจัยหลักที่กดเพดานราคายังเป็น real yield ที่แข็งแรง รูปแบบนี้ย้ำว่าผลตอบแทนที่แท้จริงยังเป็นอุปสรรคสำคัญของฝั่งคาดว่าทองจะขึ้น (gold bulls: นักลงทุนที่มองเชิงบวกต่อราคาทอง)
ด้วยมุมมองดังกล่าว กลยุทธ์หนึ่งคือ “ขายพุทนอกเงิน” (sell out-of-the-money puts: ขายสัญญาออปชันแบบพุทที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน) ใกล้โซนล่างของกรอบคาดการณ์ 4,500-5,000 ดอลลาร์ เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยออปชันที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขาย) แนวทางนี้อาศัยสภาวะปัจจุบันที่ “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาซื้อขายออปชัน) ของออปชันทองคำลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนที่ 16% กลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนมุมมองว่ามีแรงรับพื้นฐานช่วยกันไม่ให้ราคาหลุดลงแรง
สำหรับการวางตำแหน่งเพื่อโอกาสด้านบวก นักลงทุนสามารถพิจารณา “สเปรดคอลขาขึ้น” (bull call spread: ซื้อคอล 1 สัญญาและขายคอลอีก 1 สัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่กำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจน (defined-risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัด) เพื่อร่วมรับผลหากราคาทะลุขึ้น โดยตัวเร่งอาจมาจากเงินดอลลาร์อ่อนลงจากระดับดัชนีปัจจุบันที่ 106 หรือเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดออปชันยังสะท้อนว่า “สกิวคอล-พุท 6 เดือน” (six-month call-put skew: ความต่างของราคา/ความต้องการระหว่างออปชันคอลกับพุท) ยังเป็นบวก หมายถึงตลาดยังให้น้ำหนักกับโอกาสขาขึ้นมากกว่าขาลงในมุมระยะกลาง