This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

บ็อบ ซาเวจ แห่ง BNY ระบุว่าแรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันดันราคาเบรนท์ทะลุ 140 ดอลลาร์ ทำให้ภาวะการเงินทั่วโลกตึงตัวขึ้น

by VT Markets
/
Apr 6, 2026
BNY รายงานว่าเกิด “ภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมัน” (อุปทาน = ปริมาณสินค้าที่มีขาย) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาเดือนใกล้ (front-month = สัญญาฟิวเจอร์สที่หมดอายุเร็วที่สุด) พุ่งเหนือ 140 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาสัญญาไกลกว่า (forward prices = ราคาฟิวเจอร์สเดือนถัด ๆ ไป) ยังต่ำกว่ามาก ระบุว่ารูปทรงของ “เส้นโค้งราคา” (pricing curve = ความสัมพันธ์ของราคาฟิวเจอร์สตามเดือนส่งมอบ) แบบนี้ทำให้ “สภาพการเงินโลกตึงตัว” (global financial conditions tighten = กู้ยากขึ้น ต้นทุนเงินสูงขึ้น) ระบุว่า หากการหยุดชะงักของน้ำมัน ก๊าซ LNG (LNG = ก๊าซธรรมชาติเหลว ขนส่งทางเรือ) และสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับสงครามยืดเยื้อ อาจนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก โดยสมมติ GDP โลก 100 ล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ “บิลพลังงาน” ปี 2026 อยู่ที่ 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 4.6% เพิ่มจาก 3% ในปี 2025

ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยรายภูมิภาค และ สตากเฟลชัน

ระบุว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นแต่ต่างกันตามภูมิภาค โดยเอเชีย “เสี่ยงมากกว่า” สหรัฐฯ และ “สตากเฟลชัน” (stagflation = เศรษฐกิจโตช้า/ถดถอย แต่เงินเฟ้อสูง) กำลังเป็นฉากทัศน์หลักในหลายภูมิภาค อีกทั้ง “ส่วนต่างการเติบโต” (relative growth spreads = ความต่างของแนวโน้มการเติบโตระหว่างประเทศ/ภูมิภาค) อาจสำคัญกว่าเรื่องดอกเบี้ยสำหรับการจัดพอร์ตไตรมาส 2 ระบุว่าเงินอุดหนุนและการปันส่วน (rationing = จำกัดปริมาณการใช้/การซื้อ) เพื่อบรรเทาช็อกพลังงาน อาจเพิ่มภาระงบประมาณและทำให้ตลาดพันธบัตรผันผวน รายงานว่า 20 ประเทศออกมาตรการด้านพลังงานแล้ว และอาจมีเพิ่มหากความขัดแย้งยืดเกินเดือนเมษายน อ้างว่าผลกระทบที่ฉุดงบการคลัง (fiscal drag = ภาษี/การลดใช้จ่ายของรัฐที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ) อยู่ที่ 1.5–3% ของ GDP ทั่วโลก และกล่าวถึงฉากทัศน์ทางเลือกคือการขนส่งกลับมาดำเนินได้ภายในสิ้นเดือน เทียบกับกรณีหยุดชะงักต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน เมื่อราคาน้ำมันเบรนท์สัญญาเดือนใกล้ยืนเหนือ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล “แบ็กเวิร์ดเดชัน” (backwardation = ราคาเดือนใกล้แพงกว่าเดือนถัดไป สะท้อนของขาดระยะสั้น) ที่รุนแรงบ่งชี้ว่าขาดแคลนทันทีอย่างหนัก จึงควรพิจารณา “เทรดส่วนต่างระหว่างเดือน” (calendar spread trades = ซื้อสัญญาเดือนไกลและขายเดือนใกล้ หรือกลับกัน เพื่อเล่นส่วนต่างราคา) แต่ความผันผวนสูงทำให้จังหวะเข้าซื้อขายสำคัญ นี่เป็นช็อกอุปทานที่แรงกว่าที่เจอในปี 2025

การวางสถานะอนุพันธ์ และ กลยุทธ์ความผันผวน

ความเสี่ยงแบบ “มี/ไม่มีเหตุการณ์” (binary risk = ผลลัพธ์มีสองทาง เช่น จบหรือไม่จบ) ว่าการหยุดชะงักจะจบสิ้นเดือน ทำให้การเดิมพันทิศทางตรง ๆ เสี่ยงสูง “ดัชนีความผันผวนน้ำมัน” OVX (OVX = ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนโดยนัยจากออปชันน้ำมัน) พุ่งเกิน 60 สะท้อนความไม่แน่นอนสูงมากแนวเดียวกับต้นปี 2022 แนวทางอนุพันธ์ที่ชัดคือ “ซื้อความผันผวน” (buy volatility = ใช้ออปชันเพื่อได้ประโยชน์จากราคาที่แกว่งแรง) เช่น “สแตรดเดิล” (straddle = ซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อกำไรเมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บนฟิวเจอร์สน้ำมัน เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวใหญ่ทั้งสองทาง สตากเฟลชันเป็นฉากทัศน์ฐาน ทำให้มีโอกาสในตลาดเงินตรา โดยเอเชียเปราะบางต่อช็อกพลังงานมากกว่าสหรัฐฯ จึงควรพิจารณาออปชันเพื่อ “ขายชอร์ตสกุลเงินเอเชียเทียบดอลลาร์” (short Asian currencies vs USD = ทำกำไรเมื่อสกุลเงินเอเชียอ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์) สะท้อนช่องว่างการเติบโตที่กว้างขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นหลักในไตรมาสนี้ เงินอุดหนุนกดดันหนี้รัฐบาล (sovereign debt = หนี้ภาครัฐ) เห็นได้จาก “สเปรดพันธบัตร” (bond spreads = ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตร) ของประเทศนำเข้าพลังงานที่กว้างขึ้น การเทรดฟิวเจอร์สและออปชันอัตราดอกเบี้ยบนพันธบัตรรัฐบาลช่วยวางสถานะรับมือ “ยีลด์สูงขึ้น” (rising yields = ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่ม ราคาพันธบัตรลด) และความผันผวนที่มากขึ้น โดยผลกระทบการคลังที่ประเมินเกิน 2% ของ GDP ในหลายประเทศ ยังสะท้อนในราคาพันธบัตรไม่ครบ ในหุ้น ความต่างระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมจะชัดขึ้น ควรใช้ออปชันเพื่อเน้นฝั่งผู้ผลิตพลังงาน มากกว่าบริษัทที่พึ่งพาการบริโภคและอุตสาหกรรมที่ “มาร์จิ้นถูกบีบ” (margin compression = กำไรต่อยอดขายลดลงจากต้นทุนสูงขึ้น) จากต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น กลยุทธ์ “เพียร์เทรด” (pairs trade = ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์หนึ่งพร้อมกัน) แบบง่ายคือ ซื้อ ETF พลังงาน และขาย ETF กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary = สินค้าที่ไม่จำเป็น) ท่าที “รอดู” (wait-and-see = ยังไม่ตัดสินใจลงทุน) ดัน “ต้นทุนออปชัน” สูงขึ้น โดย “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility = ความผันผวนที่สะท้อนในราคาออปชัน) อยู่ระดับสูงสุดในหลายปี ทำให้ต้องจัดโครงสร้างสถานะอย่างรอบคอบ เพราะ “ค่าเสื่อมเวลา” (time decay = มูลค่าออปชันลดลงตามเวลา โดยเฉพาะเมื่อราคาไม่ขยับ) จะกระทบหนักหากตลาดนิ่ง สำหรับเรา การใช้ “สเปรดออปชัน” (option spreads = ซื้อและขายออปชันคนละสัญญาเพื่อลดต้นทุน) ช่วยลดค่าเข้าเทรดและยังได้โอกาสจากการแกว่งของราคาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code