ดอลลาร์ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
นักเทรดในตลาดฟิวเจอร์ส (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ประเมินความน่าจะเป็นเกือบ 52% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 ตามรายงานของ CNBC นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเลขนี้ขยับขึ้นเหนือ 50% เป้าหมายของนโยบายเฟดคือ “เสถียรภาพด้านราคา” (price stability: ทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มเร็วเกินไป) โดยตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% และ “การจ้างงานเต็มที่” (full employment: คนส่วนใหญ่ที่อยากทำงานสามารถหางานได้) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลัก ตลาดจับตารายงานการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนมีนาคมที่จะประกาศวันศุกร์ โดยคาดว่า “การจ้างงานนอกภาคเกษตร” (Nonfarm Payrolls: จำนวนงานใหม่ในเดือนนั้น ยกเว้นภาคเกษตร) จะอยู่ที่ 60,000 ตำแหน่ง และคาดว่า “อัตราว่างงาน” (Unemployment Rate: สัดส่วนคนที่หางานแต่ยังไม่มีงาน) จะทรงตัวที่ 4.4% หากตัวเลขออกมาอ่อนแออาจกดดันค่าเงินดอลลาร์ ในปี 2022 ดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นมากกว่า 88% ของมูลค่าการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก หรือราว 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เฟดยังสามารถใช้ “มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ” (quantitative easing หรือ QE: การซื้อพันธบัตร/สินทรัพย์เพื่อเพิ่มเงินในระบบและลดต้นทุนการกู้ยืม) หรือ “การคุมเข้มเชิงปริมาณ” (quantitative tightening หรือ QT: ลดการถือครองสินทรัพย์เพื่อดูดสภาพคล่องออกจากระบบ) เพื่อปรับสภาพการปล่อยสินเชื่อและมีอิทธิพลต่อค่าเงินดอลลาร์ เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐขยับเข้าใกล้ระดับ 100.00 ความขัดแย้งในอิหร่านทำให้มีเหตุผลชัดเจนสำหรับ “การย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย” (flight to safety: ขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้วไปถือสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า) สะท้อนผ่านดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความกลัวของตลาด โดยดูจากความผันผวนที่คาดในหุ้นสหรัฐฯ) ที่กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 21.5 ในสัปดาห์นี้ สภาพแวดล้อมแบบนี้ชี้ว่าการถือ “สถานะซื้อดอลลาร์” (long US dollar positions: คาดว่าดอลลาร์จะแข็งค่า) ผ่านฟิวเจอร์สหรือ “ออปชันคอล” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคากำหนด) อาจเป็นแนวทางที่รอบคอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าความเสี่ยงจากข้อมูลสำคัญที่รออยู่
มุมมองเชิงบวกต่อดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อนโยบายเฟด ความขัดแย้งกดดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งทำให้เหตุผลของเฟดในการคงหรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้ “เงินเฟ้อ” (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น) ดูมีน้ำหนักมากขึ้น เห็นได้จากตลาดพันธบัตร ที่ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี” (US 2-year Treasury yield: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาล 2 ปี) ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 4.85% ส่งสัญญาณว่านักเทรดเตรียมรับมือกับเฟดที่ “เข้มงวดมากขึ้น” (hawkish Fed: เน้นคุมเงินเฟ้อ มักหมายถึงดอกเบี้ยสูง/ขึ้นดอกเบี้ย) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะสั้นสำคัญคือรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะออกพรุ่งนี้ ตลาดคาดเพียง 60,000 ตำแหน่ง ดังนั้นถ้าตัวเลขต่ำกว่าคาดมากอาจทำให้ดอลลาร์ร่วงแรงชั่วคราว เพื่อรับมือ นักเทรดอาจพิจารณาซื้อ “ออปชันสตรัดเดิล” (options straddles: ซื้อทั้งคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิใกล้กัน เพื่อทำกำไรจากความผันผวนไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง) แบบอายุสั้นในคู่หลัก เช่น EUR/USD เพื่อเก็บกำไรจาก “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งขึ้นลงของราคา) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยไม่ต้องเดาทิศทาง ในอดีตเคยเห็นรูปแบบคล้ายกันช่วงปลายปี 2025 เมื่อความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ดันดอลลาร์ขึ้นชั่วคราว ก่อนที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนลงจะกดให้ดอลลาร์ลดลง แม้การคาดการณ์ GDPNow ของเฟดสาขาแอตแลนตา (Atlanta Fed’s GDPNow: แบบจำลองคาดการณ์ GDP แบบติดตามข้อมูลใหม่) สำหรับไตรมาส 1 ปี 2026 จะยังอยู่ที่ 2.4% ซึ่งบอกถึงพื้นฐานที่ยังดี แต่ตัวเลขการจ้างงานรอบนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในช่วงไม่กี่วันทำการข้างหน้า บทเรียนนี้เตือนให้ระวังช่วงประกาศข้อมูลสำคัญ แม้แนวโน้มใหญ่จะดูชัดก็ตาม
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets