This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

เดือนมีนาคมมีแนวโน้มที่ดัชนี S&P 500 จะร่วงลง 7.7% ทำให้ความเชื่อมั่นในเดือนเมษายนซบเซาลง ท่ามกลางสภาวะที่น่าวิตก

by VT Markets
/
Mar 30, 2026
เรากำลังเห็นดัชนี S&P 500 ปิดเดือนมีนาคมด้วยการลดลงเกือบ 7.7% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่ชัดเจนครั้งแรกในรอบ 1 ปี การย่อตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพอดีกับบริเวณด้านบนของ “ช่องแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว” (long-term rising channel: กรอบเส้นแนวโน้มที่ราคามักแกว่งขึ้นไป-ลงมาอยู่ภายใน) ซึ่งเป็นจุดเชิงเทคนิคที่รอบก่อน ๆ การขึ้นก็เริ่มหมดแรงตรงนี้เช่นกัน ตอนนี้บททดสอบสำคัญคือ ตลาดจะ “ยืน” แนวรับในช่วง 6,000 ถึง 6,100 ได้หรือไม่ โซน 6,000 ถึง 6,100 สำคัญ เพราะเป็นจุดยอดใหญ่ที่เห็นในปี 2025 และเป็นเส้นกึ่งกลางของแนวโน้ม (trend midline: เส้นกลางที่ใช้ดูว่าแรงซื้อ-แรงขายยังอยู่ในทิศทางเดิมหรือไม่) หากยืนระดับนี้ไม่ได้ จะเป็นสัญญาณเตือนใหญ่สำหรับแนวโน้มขาขึ้นโดยรวม ถ้าหลุดจริง ก็มีโอกาสไหลลึกลงไปแถว 5,400 ถึง 5,600 ในอีกหลายเดือนข้างหน้า

โซนแนวรับสำคัญ

ความอ่อนแอไม่ได้เกิดแค่ในสหรัฐ เพราะการมีส่วนร่วมของหุ้นทั่วโลกลดลง (participation is deteriorating: หุ้นจำนวนมากขึ้นไม่ช่วยพยุงตลาด มีเพียงบางตัวที่พยุงอยู่) ข้อมูลที่สนับสนุนคือ สัดส่วนหุ้นในตลาด NYSE ที่ซื้อขาย “สูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน” ร่วงจาก 65% ช่วงปลายกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 38% วันนี้ (200-day moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะยาว) เมื่อมีหุ้นจำนวนน้อยที่พยุงตลาด ดัชนีหลักยิ่งเสี่ยงต่อการร่วงแรง แม้ดัชนี VIX จะพุ่งขึ้นไปที่ 31.5 (VIX: ดัชนีความกลัว/ความผันผวนของตลาด) ซึ่งในอดีตมักบอกว่าอาจถึงจังหวะ “รีบาวด์คลายกังวล” (relief rally: ดีดขึ้นชั่วคราวหลังตกแรง) แต่รอบนี้ดูต่างออกไป เราเคยเห็นการพุ่งของ VIX คล้ายกันแล้วเกิดเป็นจุดต่ำชั่วคราวตอนความกังวลเรื่องธนาคารปลายปี 2024 แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีกับความผันผวนดูสับสน จึงหมายความว่าการเด้งใด ๆ เปราะบาง และควรมองอย่างระวัง ไม่ใช่สัญญาณให้ซื้อแบบชัดเจน ภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็ทำให้ต้องระวัง เพราะเกิดแรงบีบคล้าย “ช็อกราคาน้ำมัน” (oil-shock style squeeze: ราคาน้ำมันพุ่งจนต้นทุนสูง กดดันเศรษฐกิจ) จากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดที่ดันน้ำมันดิบ WTI (WTI crude oil: ราคามาตรฐานอ้างอิงน้ำมันดิบของสหรัฐ) ขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันเงินเฟ้อ Core PCE สัปดาห์ก่อนออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.2% (Core PCE: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญ โดยตัดหมวดราคาแกว่งมากอย่างอาหารและพลังงาน) ทำให้โอกาสที่เฟดจะ “ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยตลาด” ลดลง (Fed rate cuts: การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ) แรงกดดันต่อการเติบโตและ “อัตรากำไร” (profit margins: ส่วนต่างกำไรของธุรกิจ) จึงอธิบายได้ว่าทำไมแรงขายถึงต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์นี้ นักเทรดอาจพิจารณา “ซื้อพุต” (buying puts: สัญญาออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) หรือใช้ “สเปรดคอลฝั่งขาลง” (bear call spreads: กลยุทธ์ออปชันที่มีโอกาสกำไรเมื่อราคาไม่ขึ้นหรือปรับลง โดยจำกัดความเสี่ยง) เพื่อหวังการลงไปแถว 5,400 หากหลุด 6,000 อย่างชัดเจน ส่วนคนที่คาดว่าจะเด้งสั้น ๆ จากแนวรับนี้ การ “ขายสเปรดพุตนอกช่วงราคา” ใต้ 6,000 (selling out-of-the-money put spreads: ขายชุดออปชันพุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อรับค่าเบี้ย แต่จำกัดความเสี่ยง) อาจเป็นทางเลือกเพื่อเก็บ “ค่าเบี้ย” (premium: เงินที่ได้รับ/จ่ายในการซื้อขายออปชัน) พร้อมกำหนดความเสี่ยงให้ชัด ในสภาพแบบนี้ การใช้ออปชันเพื่อกำหนด “ขาดทุนสูงสุด” ให้แน่นอน ถือว่าเหมาะสม

แนวทางบริหารความเสี่ยง

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code