Central Bank Signals And Market Pricing
เงินเฟ้อ CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ) ทรงตัวที่ 3% ในเดือนกุมภาพันธ์ และ BoE ระบุว่าอาจขึ้นไป 3.5% ในไตรมาสถัดไป ตลาดที่เคย “คาดราคา” (market pricing คือสิ่งที่นักลงทุนสะท้อนผ่านราคาตราสารว่าอนาคตจะเกิดอะไร เช่น คาดลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง) ว่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ตอนนี้กลับคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไปถึงปี 2026 หรืออาจขึ้นดอกเบี้ย ข้อมูลสหราชอาณาจักรที่กำลังประกาศ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนกุมภาพันธ์ (คาดการณ์ -0.8% เทียบเดือนก่อน) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค GfK เดือนมีนาคม (ดัชนีสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ GfK ยิ่งติดลบมากยิ่งแย่) อยู่ที่ -21 เทียบกับที่คาด -24 ในสหรัฐ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) คงดอกเบี้ยที่ 3.50% ถึง 3.75% และกราฟคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการ (dot plot คือจุดที่สะท้อนมุมมองดอกเบี้ยของผู้กำหนดนโยบาย) ชี้ว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (initial jobless claims คือจำนวนคนยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) อยู่ที่ 210K ตรงตามคาด ข้อมูลสหรัฐถัดไป ได้แก่ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (UoM sentiment) (คาด 54 ก่อนหน้า 55.5) และคาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปีข้างหน้า (คาด 3.4%) จากกราฟราคา ระดับที่อ้างถึง ได้แก่ 1.3335, 1.3330, 1.3320, 1.3342, 1.3350, 1.3370, 1.3430, 1.3500 และ 1.3250 เงินปอนด์เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 886 และเป็นสกุลเงินที่ซื้อขายมากเป็นอันดับ 4 คิดเป็น 12% ของตลาด FX (ฟอเร็กซ์ หรือการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) หรือราว 630,000 ล้านดอลลาร์ต่อวันในปี 2022 โดย GBP/USD คิดเป็น 11%, GBP/JPY 3% และ EUR/GBP 2%Geopolitics Energy And Sterling Volatility
สงครามในตะวันออกกลางเปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยของสหราชอาณาจักรอย่างมาก เราเห็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures คือสัญญามาตรฐานที่ใช้ซื้อขายราคาน้ำมันล่วงหน้า) พุ่ง 18% ใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาไปเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปลายปี 2024 แรงกระแทกด้านอุปทาน (supply-side shock คือราคาพุ่งจากต้นทุน/ปริมาณเสนอขายเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะคนซื้อเยอะขึ้น) ทำให้ BoE ต้องคิดเรื่องคงดอกเบี้ยสูง แม้เศรษฐกิจอ่อนแรง และตลาดตอนนี้สะท้อนว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปี 2026 ข้อมูลเช้านี้น่าจะยืนยันว่าผู้บริโภคอังกฤษกำลังตึงตัว โดยยอดค้าปลีกเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าจะติดลบ ต่อจากเดือนมกราคมที่หดตัว 0.5% สะท้อนภาพผู้บริโภคถูกบีบจากค่าใช้จ่ายพลังงานที่สูงขึ้นและค่าจ้างที่แทบไม่โต ภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตต่ำ” ทำให้การตัดสินใจยากทั้งสำหรับธนาคารกลางและค่าเงินปอนด์ อีกฝั่งหนึ่ง ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งแรง จุดยืนของ Fed ดูชัดกว่า โดย dot plot สัปดาห์ที่แล้วยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 หากรายงานมหาวิทยาลัยมิชิแกนวันนี้ออกมาว่าคาดการณ์เงินเฟ้อสูง จะย้ำท่าทีระมัดระวังของ Fed และมีแนวโน้มหนุนดอลลาร์ ทำให้ GBP/USD ขยับไปใกล้ขอบล่างของกรอบล่าสุด เมื่อกรอบยังแคบระหว่างราว 1.3230 และ 1.3430 การขายออปชันคอล (call option คือสิทธิซื้อในอนาคต โดยผู้ขายรับ “พรีเมียม” คือเงินค่าธรรมเนียม/ค่าตอบแทนล่วงหน้า) ระยะสั้นที่ราคาใช้สิทธิ (strike price คือราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) สูงกว่า 1.3450 อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อเก็บพรีเมียม วิธีนี้อาศัยมุมมองว่าแรงขึ้นด้านบนเริ่มหมด ซึ่งเห็นได้จากรูปแบบ “จุดสูงต่ำลง” หลังจากราคาทำจุดสูงใกล้ 1.3820 ต้นปี กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์ทั้งจากราคาลงหรือแกว่งออกข้าง อีกทางหนึ่ง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นชี้ว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility คือค่าความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) มีแนวโน้มเพิ่ม เราเคยเห็นรูปแบบคล้ายกันช่วงต้นของสงครามยูเครนปี 2022 ที่ความผันผวนค่าเงินพุ่งก่อนตลาดตั้งระดับสมดุลใหม่ ทำให้กลยุทธ์ถือความผันผวน (long volatility คือได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรง) เช่น ซื้อสตรัดเดิล (straddle คือซื้อทั้งคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) น่าสนใจสำหรับผู้ที่คาดว่าจะหลุดกรอบแคบนี้อย่างชัดเจน สำหรับคนที่เทรดด้วยเครื่องมือที่ตรงตัวมากกว่า ควรจับตาระดับ 1.3430 ซึ่งสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day moving average คือค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 50 วัน ใช้ดูแนวโน้ม) เป็นจุดสำคัญในการเริ่มหาจังหวะขาย หากไม่สามารถทะลุแนวต้านเชิงเทคนิค (technical resistance คือระดับราคาที่มักมีแรงขายกดไว้) ได้อย่างชัดเจน จะย้ำมุมมองขาลง และยังโฟกัสไปที่การกลับลงสู่โซนแนวรับ 1.3250 (support zone คือบริเวณที่มักมีแรงซื้อพยุงราคา) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets