สัญญาณจากปริมาณเงินของยูโรโซน
ข้อมูลด้านปริมาณเงิน (monetary data: ข้อมูลเกี่ยวกับเงินในระบบ เช่น เงินฝากและเงินสด) ของยูโรโซนในเดือนกุมภาพันธ์แสดงแรงส่งที่อ่อนลง การเติบโตของ M3 (M3: มาตรวัด “ปริมาณเงินกว้าง” รวมเงินฝากหลายประเภท) ชะลอลงเหลือ 3.0% เมื่อเทียบรายปีจาก 3.2% และการเติบโตของ M1 (M1: มาตรวัด “ปริมาณเงินแคบ” เน้นเงินที่ใช้จ่ายได้ทันที เช่น เงินสดและเงินฝากกระแสรายวัน) ลดลงเหลือ 4.8% จาก 5.2% ข้อมูลชี้ว่าภาวะสภาพคล่อง (liquidity: ความง่ายในการมีเงินพร้อมใช้/เงินหมุนเวียนในระบบ) อยู่ในระดับปานกลางมากขึ้น ขณะเดียวกันการเติบโตของสินเชื่อ (credit growth: การขยายตัวของการปล่อยกู้) ทั่วยูโรโซนยังคงทรงตัวแต่ไม่แรง ผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อพฤติกรรมการกู้ยืมยังไม่ชัดเจน บทความระบุว่าผลิตด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI: โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสร้างเนื้อหา) และผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการ ขณะนี้เงินยูโรอยู่ท่ามกลางแรงกดดันสองด้าน ทำให้ช่วงสัปดาห์ข้างหน้ามีความไม่แน่นอน เราเห็นถ้อยคำเชิงเข้มงวด (hawkish: แนวคิดที่เอนไปทางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) จากคนในธนาคารกลางที่กังวลเรื่องราคาพลังงานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสะท้อนว่าแรงส่งด้านปริมาณเงินชะลอลง ความขัดแย้งระหว่าง “คำพูด” กับ “ตัวเลข” บอกเป็นนัยว่าเงินสกุลนี้อาจผันผวนมากขึ้น (volatility: แกว่งขึ้นลงแรง)เทรดเพื่อรับมือความผันผวน
สำหรับผู้เทรดตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย) สภาพแวดล้อมแบบนี้มักเป็นสัญญาณให้พิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งของราคา ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง การ “ซื้อความผันผวน” ของเงินยูโร (buying volatility: ใช้เครื่องมือเช่นออปชันเพื่อได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรง) อาจเหมาะสม เพราะตลาดอาจตอบสนองแรงทั้งต่อการขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่คาดคิด หรือการยืนยันว่าเศรษฐกิจกำลังอ่อนแรง ประเด็นสำคัญคือเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ มากกว่าทายทางเดียว มุมมองนี้ชัดขึ้นจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดต้นเดือนนี้ ซึ่งเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด) ขยับขึ้นเป็น 2.8% จากต้นทุนพลังงาน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดของผันผวนอย่างพลังงาน/อาหารออกเพื่อดูแนวโน้มจริง) กลับลดลงเป็น 2.5% ข้อมูลที่ปนกันแบบนี้ทำให้ทั้งฝั่งเข้มงวดและฝั่งผ่อนคลาย (dovish: เอนไปทางลด/คงดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ) ใน ECB มีเหตุผลสนับสนุนมุมมองของตัวเอง จึงเพิ่มความลังเลของตลาด ความไม่แน่นอนทำให้กลยุทธ์ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายที่ราคาอ้างอิง) อย่างสแตรดเดิล (straddle: ซื้อทั้งสิทธิซื้อและสิทธิขายเพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรง) ดูเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความเสี่ยงจากเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ) ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี เราเห็นสัญญาซื้อล่วงหน้าน้ำมันเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายน้ำมันในอนาคต อ้างอิงน้ำมันเบรนท์) กระโดดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังมีเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำถูกควบคุมตัวชั่วคราวใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้ทำให้คำเตือนของนาเกลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเดือนเมษายนเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากพลังงานมีน้ำหนัก จึงเป็นความเสี่ยงเชิงเข้มงวดที่ตลาดต้องนำไปคำนวณ เราควรจำการตอบสนองของ ECB ต่อแรงกระแทกด้านพลังงานในปี 2022 และ 2023 ด้วย ธนาคารกลางแสดงความพร้อมชัดเจนที่จะขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสู้เงินเฟ้อพลังงานที่พุ่ง แม้เศรษฐกิจจะชะลอ แบบอย่างนี้บอกว่าไม่ควรมองข้ามความพร้อมที่จะลงมืออีก หากพวกเขาเห็นว่าเงินเฟ้อกำลังควบคุมไม่ได้ เมื่อดูตลาดอัตราดอกเบี้ย ตลาดฟิวเจอร์ส (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) กำลัง “ให้ราคา” (pricing in: สะท้อนความคาดหวังไว้ในราคาแล้ว) ความน่าจะเป็นราว 35% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสิสพอยต์ (basis point: หน่วย 0.01% ดังนั้น 25 เบสิสพอยต์ = 0.25%) ในการประชุมเดือนเมษายน ราคาที่สะท้อนออกมานี้เปิดโอกาสให้เทรดเดอร์วางเดิมพันตามการประเมินของตนเอง เช่น เทรดฟิวเจอร์ส EURIBOR (EURIBOR futures: ฟิวเจอร์สที่อิงอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารยูโร) เพื่อคาดว่าตลาดกำลังประเมินโอกาสที่ ECB จะลงมือเดือนหน้าต่ำหรือสูงเกินไปหรือไม่
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets