This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

BNY’s Geoff Yu ระบุว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาด เมื่อภาคครัวเรือนอ่อนแอลง; สินค้าฟุ่มเฟือยล้าหลัง, สาธารณูปโภคนำหน้า

by VT Markets
/
Mar 25, 2026
BNY’s Geoff Yu กล่าวว่า ธนาคารกลางของประเทศตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในยุโรป อาจขึ้นดอกเบี้ยไม่ครบตามที่ตลาด “ตั้งราคาไว้” (หมายถึงที่นักลงทุนคาดและสะท้อนในราคาตราสารการเงิน) เพราะความต้องการซื้อของครัวเรือนอ่อนแรงลง เจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: ธนาคารกลางของสหรัฐ), ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: ธนาคารกลางของสหราชอาณาจักร) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ธนาคารกลางของกลุ่มยูโร) ตั้งคำถามกับระดับดอกเบี้ยที่ตลาดคาดอยู่ โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน และความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงปี 2022 ถึง 2023 บทความระบุว่า ความต้องการซื้อของครัวเรือนอ่อนแอลงแล้ว และอาจลดลงอีกจาก “ผลกระทบรอบสอง” (ผลตามมาทางเศรษฐกิจที่เกิดภายหลังรอบแรก เช่น รายได้/ความเชื่อมั่นลด ทำให้ลดการใช้จ่ายต่อเนื่อง) ของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังบอกว่า ธนาคารกลางส่งสัญญาณเตือนเรื่อง “Stagflation” (เศรษฐกิจโตช้า/ซบเซา แต่เงินเฟ้อสูง) จากเงื่อนไขเหล่านี้

Sector Flows Since The Conflict

ข้อมูล iFlow (ข้อมูลติดตามกระแสเงินลงทุนว่าเงินไหลเข้า/ไหลออกในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม) แสดงว่า “Consumer Discretionary” (กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย/ไม่จำเป็น เช่น สินค้าแบรนด์ รถยนต์ ท่องเที่ยว) เป็นกลุ่มที่แย่ที่สุดในตลาดพัฒนาแล้วตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง บทความเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการลดการใช้จ่ายที่เกิดเร็วขึ้นเมื่อเจอ “Supply shock” (ช็อกจากฝั่งอุปทาน เช่น ต้นทุนพลังงาน/วัตถุดิบพุ่ง ทำให้ของแพงและผลิตยาก) บทความยังระบุว่า กลุ่มที่สามารถ “ผลักต้นทุน” พลังงานที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ (หมายถึงขึ้นราคาขายได้) มีกระแสเงินลงทุนดีกว่า “Utilities” (สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ) ถูกมองว่าแข็งแกร่งทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ และคาดว่า “EM hedge ratios” (สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เช่น การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) จะยังอยู่ในระดับสูง

Trade Implications And Positioning

ความอ่อนแอของผู้บริโภคส่งผลให้กลุ่มสินค้าไม่จำเป็นทำผลงานแย่ จึงเหมาะกับการ “ขายทำกำไรขาลง” (short: ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) เทรดเดอร์สามารถซื้อ “Put options” (ออปชันขาย: สิทธิในการขายที่ราคาเดิม เพื่อได้กำไรเมื่อราคาลง) หรือขาย “Futures” (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) บนดัชนีที่มีหุ้นสินค้าไม่จำเป็นเยอะ ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสนับสนุนภาพนี้ โดย ETF ที่เน้นกลุ่มดังกล่าวอย่าง XLY (กองทุน ETF: กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้น) ลดลงแล้วมากกว่า 7% ตั้งแต่เดือนมกราคม ในอีกด้านหนึ่ง มีโอกาสในกลุ่มที่ผลักต้นทุนให้ผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะสาธารณูปโภค ธุรกิจประเภทนี้เป็น “Defensive” (หุ้น/กลุ่มที่ผันผวนน้อยกว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี) และได้ประโยชน์จากความต้องการที่ “Inelastic” (ความต้องการไม่ลดลงมากแม้ราคาเพิ่ม เพราะเป็นของจำเป็น) จึงดึงดูดเงินทุนในฐานะที่พักเงิน การถือสถานะซื้อ (long: ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ผ่าน “Call options” (ออปชันซื้อ: สิทธิในการซื้อที่ราคาเดิม เพื่อได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) บน ETF อย่าง XLU ซึ่งเพิ่มขึ้นแล้ว 4% ปีนี้ ดูสมเหตุสมผล ความต่างของผลงานระหว่างสองกลุ่มนี้ทำให้กลยุทธ์ “Pairs trade” (เทรดเป็นคู่: ซื้อกลุ่มหนึ่งและขายอีกกลุ่มในเวลาเดียวกัน เพื่อลดผลจากทิศทางตลาดรวม) อาจใช้ได้ คือซื้อสาธารณูปโภคและขายสินค้าไม่จำเป็น กลยุทธ์นี้ช่วยแยกผลของกำลังซื้อที่อ่อนลงออกจากการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม สำหรับตลาดเกิดใหม่ แม้กระแสเงินดูดีกว่า แต่ควรใช้ออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของสถานะซื้อ เพราะความไม่แน่นอนยังสูง สร้างบัญชีจริง VT Markets ของคุณ และ เริ่มเทรด ตอนนี้

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code