ช่องว่างเศรษฐกิจเทียบกับแรงกดดันเงินเฟ้อ
ธนาคารกล่าวว่าจะประเมินข้อมูลภาพรวมเพื่อดูขนาดของ “ผลเงินเฟ้อรอบสอง” (second-round inflation effects: เงินเฟ้อที่ลามจากราคาน้ำมันไปสู่ค่าแรงและราคาสินค้าอื่น ๆ) จากแรงกระแทกราคาน้ำมัน (oil price shock: ราคาน้ำมันเปลี่ยนแรงและเร็ว) และบอกว่าการประเมินนี้จะกำหนดว่าธนาคารจะตอบสนองแรงแค่ไหน รวมถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate: OCR คือดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระบบ) ธนาคารยังระบุว่าราคาที่ตลาดคาดการณ์ (market pricing: ราคาหรืออัตราที่สะท้อนว่าตลาด “เดา” ว่าดอกเบี้ยจะไปทางไหน) อาจเคลื่อนไหวเองโดยไม่ขึ้นกับการตัดสินใจนโยบาย และกล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: คณะผู้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน) ทบทวนนโยบายราวทุกเจ็ดสัปดาห์ และผลตัดสินใจอาจตรงหรือไม่ตรงกับที่ตลาดคาดก็ได้ ขณะรายงาน NZD/USD ลดลง 0.15% อยู่ที่ 0.5827นัยต่อผู้ซื้อขายและดอลลาร์นิวซีแลนด์
สำหรับผู้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าผูกกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงินหรือดอกเบี้ย) สิ่งนี้เปิดโอกาสให้วางสถานะเผื่อธนาคารกลางส่งสัญญาณ “ผ่อนคลาย” มากกว่าที่ตลาดคิด (dovish: เน้นพยุงเศรษฐกิจ มากกว่าขึ้นดอกเบี้ยแรง) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดอาจกำลังสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ แต่การเน้นว่าเศรษฐกิจยังอ่อนแรงอาจทำให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด แนวคิดนี้ชี้ไปที่การใช้สัญญาออปชัน (options: สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อเดิมพันว่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์จะไม่แข็งค่า เช่น ซื้อพุท NZD/USD (put: สิทธิในการขาย เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) ธนาคารระบุชัดว่ามันสามารถทำให้ตลาด “แปลกใจ” ได้ โดยแยกการกระทำของตนออกจากราคาที่ตลาดสะท้อนอยู่ นี่บอกเป็นนัยว่าความผันผวน (volatility: การแกว่งขึ้นลงแรงและเร็วของราคา) มีโอกาสสูงรอบการประชุมนโยบายครั้งถัดไป ผู้ซื้อขายควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอน เพราะความต่างระหว่างเงินเฟ้อสูงกับเศรษฐกิจอ่อนทำให้การตัดสินใจครั้งถัดไปของ RBNZ คาดเดายากขึ้น สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มซื้อขาย ตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets