ปฏิกิริยาตลาดและความต้องการรับความเสี่ยง
การเปลี่ยนแผนทางทหารทำให้นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น (risk appetite คือภาวะที่คนในตลาดยอมรับความเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทน) และกดให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับราคาน้ำมันลดลง ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY คือดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก) แทบไม่เปลี่ยนแปลงแถว 99.50 หลังจากก่อนหน้านี้อ่อนตัว น้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate คือชนิดน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของสหรัฐฯ) ร่วงจากจุดสูงสุดระหว่างวัน 100.10 ดอลลาร์ ลงมาต่ำกว่า 90.00 ดอลลาร์ ณ เวลาที่เขียน ราคาน้ำมันที่ต่ำลงอาจทำให้แรงกดดันต่อธนาคารกลางทั่วโลกลดลงในการ “คงดอกเบี้ย” (hold rates คือไม่ปรับดอกเบี้ย) เป็นเวลานาน หรือ “ขึ้นดอกเบี้ย” (raise rates คือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ช่วงหลังราคาเงินปรับลง และก่อนหน้านี้เคยร่วง 10% มาใกล้ 61.00 ดอลลาร์ หลังอิหร่านประกาศจะตอบโต้จากคำขู่ของทรัมป์เรื่องการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าอิหร่าน แม้บรรยากาศที่คนรับความเสี่ยงมากขึ้น (risk-on คือเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ราคาเงินก็กลับตัวขึ้นระหว่างการซื้อขาย เราเห็นแล้วว่าข่าวการเมืองระหว่างประเทศสามารถทำให้ตลาดเหวี่ยงแรงได้เร็ว โดยเฉพาะเงินที่แกว่งแรงระหว่าง 61 ถึง 68 ดอลลาร์ ประเด็นสำคัญจากข่าวลดความตึงเครียด (de-escalation คือการผ่อนคลายความขัดแย้ง) คือผู้ซื้อขายต้องเตรียมรับ “ความผันผวนสูงมาก” (extreme volatility คือราคาขึ้นลงแรงและเร็ว) ไม่ใช่คาดเดาแค่ทางเดียว สภาพแวดล้อมแบบนี้ต้องใช้แผนที่ทำกำไรได้เมื่อราคากลับทิศฉับพลัน เพราะตลาดไวต่อข่าว ผู้ซื้อขายอาจพิจารณา “ซื้อความผันผวน” โดยตรง (buying volatility คือการใช้เครื่องมือที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับแรง ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX มักเรียก “ดัชนีความกลัว” เพราะมักสูงขึ้นเมื่อคนกังวล) ล่าสุดขยับขึ้นเหนือ 18 สะท้อนความกังวลเพิ่มขึ้น การใช้ “ออปชัน” (options คือสัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต) แบบสแตรดเดิลหรือสแตรงเกิล (straddle/strangle คือการซื้อออปชันทั้งฝั่งขึ้นและลง เพื่อหวังกำไรเมื่อราคาเคลื่อนแรง) บนดัชนีหรือสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ ทำให้มีโอกาสได้กำไรจากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่โดยไม่ต้องเดาทิศทางผลต่อการซื้อขายในสินทรัพย์ต่าง ๆ
เหตุการณ์ราคาน้ำมันที่เคยดิ่งกว่า 10% ในวันเดียวเป็นบทเรียนสำคัญ หลังวิกฤตพลังงานปี 2022 ราคาก็เคยถอยลงจากจุดสูงเช่นกัน ปัจจุบัน WTI เคลื่อนไหวแถว 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การใช้ออปชันบนกองทุนอีทีเอฟน้ำมันหลัก (ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) ยังเป็นวิธีตรงในการเล่นความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งฉับพลันหรือการเจรจาที่คืบหน้าเกินคาด เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) คืนกำไรเมื่อคนกลับมารับความเสี่ยงมากขึ้น ดอลลาร์เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven คือสินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อกลัวความเสี่ยง) และเมื่อ DXY ยังแข็งแกร่งเหนือระดับ 105 ก็เสี่ยงถูกขายลงเร็วหากมีข่าวดีด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ซื้อขายอาจใช้ “พุทออปชัน” ระยะสั้น (put option คือสิทธิในการขายเมื่อราคาลง) บนกองทุนที่อิงค่าเงินดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเป็นภาวะ risk-on แบบฉับพลัน การร่วง 10% ของเงินก่อนเด้งแรง สะท้อนว่าเงินมีความเสี่ยงสองด้านในช่วงวิกฤต แม้ตอนนี้ราคานิ่งกว่าและซื้อขายแถว 28.50 ดอลลาร์ แต่ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมทำให้เสี่ยงต่อความกังวลเศรษฐกิจชะลอ (economic slowdown คือเศรษฐกิจโตช้าลง) การเดาทิศทางทางเดียวจึงเสี่ยงมาก ทำให้ “สเปรดออปชัน” (option spreads คือการผสมออปชันหลายสัญญาเพื่อลดความเสี่ยงและกำหนดผลตอบแทน) ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าจะขึ้นหรือลงเหมาะกว่าในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets