ปัจจัยที่ทำให้ราคาลดลงล่าสุด
การลดลงเชื่อมโยงกับการขายเพื่อลดพอร์ต (การปิด/ขายสถานะที่เคยถือไว้เพื่อทำให้ความเสี่ยงลดลง) และการที่ตลาดกลับมาคาดว่า “ธนาคารกลาง” (หน่วยงานที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ยของประเทศ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ) จะคงดอกเบี้ยสูงแบบเข้มงวดมากขึ้น ทองคำยังไม่ได้ประโยชน์จากความกังวลเรื่อง “เศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง” (เศรษฐกิจโตช้าแต่ราคาสินค้ายังขึ้น) เท่าที่ควร ทองคำกำลังถูกกดดันมาก โดยทดสอบแนวรับที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันแถว 4,090 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีการขายลดพอร์ตต่อเนื่องจากกองทุนขนาดใหญ่ เพราะตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยสูง แม้ยังมีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตามปกติจะช่วยหนุนราคาทองคำ ตลาดตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่สนับสนุนมุมมอง “เข้มงวดเรื่องดอกเบี้ย” (มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ) ตัวอย่างเช่น รายงานการจ้างงานสหรัฐเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ออกมาดีกว่าคาด เพิ่มงาน 250,000 ตำแหน่ง และตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดชี้ว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI)” (เงินเฟ้อที่ตัดราคาที่ผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออกเพื่อดูแนวโน้มจริง) ยังลดลงยากอยู่ที่ 3.1% ข้อมูลนี้ทำให้โอกาสที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)” จะลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้น้อยลง ส่งผลให้ “ต้นทุนโอกาส” (สิ่งที่ต้องแลกหรือเสียไปเมื่อเลือกอย่างหนึ่ง) ของการถือทองคำที่ “ไม่ให้ดอกผล” (ไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผลระหว่างถือครอง) ยังคงสูงผลต่อการเทรดและระดับราคาสำคัญ
สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชันและฟิวเจอร์ส) สถานการณ์นี้ชี้ว่าในระยะสั้นควรระวังฝั่งลงถึงทรงตัว การซื้อ “พุตออปชัน” (สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike) ต่ำกว่าระดับแนวรับ 4,090 ดอลลาร์ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อทำกำไรหากราคาหลุดลงต่อ แรงขายต่อเนื่องบ่งชี้ว่าหากหลุดระดับเทคนิคสำคัญนี้ การลงอาจเร็วขึ้น ย้อนดูในอดีต ช่วงปี 2025 ก็คล้ายกัน เมื่อรอบการขึ้นดอกเบี้ยแรง ๆ ทำให้บทบาททองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อเสี่ยงสูง) ถูกกลบไป การเคลื่อนไหวราคาตอนนี้ยังอยู่ในธีมเดิม คือ “นโยบายการเงิน” (การกำหนดดอกเบี้ยและปริมาณเงินของธนาคารกลาง) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดโลหะมีค่า ดังนั้นผู้เทรดควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารของธนาคารกลางมากกว่าข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงนี้ หากราคาหลุดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันอย่างชัดเจน มีโอกาสเกิดการขาย “ตัดขาดทุน (stop-loss)” (คำสั่งขายอัตโนมัติเพื่อลดการขาดทุนเมื่อราคาวิ่งสวนทาง) เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณให้เพิ่มสถานะ “ชอร์ต (short)” (วางเดิมพันว่าราคาจะลง โดยขายก่อนแล้วค่อยซื้อคืน) ตรงกันข้าม หากระดับ 4,090 ดอลลาร์ยังอยู่และราคาดีดขึ้น อาจเป็นโอกาสขาย “คอลอปชัน” (สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด ผู้ขายคอลมักได้ค่าเบี้ยประกัน และได้ประโยชน์เมื่อราคาไม่ขึ้นแรง) ประกบกับสถานะ เพื่อกิน “ค่าเบี้ยประกันออปชัน” (เงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) จากการฟื้นตัวระยะสั้น การติดตาม “โอเพนอินเทอเรสต์ (Open Interest)” (จำนวนสัญญาที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด) และปริมาณการซื้อขายรอบระดับราคานี้สำคัญต่อการจับจังหวะเข้าออกในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ได้เลยตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets