ราคาน้ำมัน และ เงินเฟ้อพื้นฐาน
วอลเลอร์กล่าวว่า ถ้าราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายเดือน มันอาจส่งผลไปถึง “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มจริง) เขาบอกว่า “ช็อกน้ำมัน” ที่สูงและยืดเยื้อจะไม่ใช่เรื่องชั่วคราว และไม่ควรเมิน จึงควรระมัดระวัง เขาบอกว่าอยากรอดูว่าเงื่อนไขต่าง ๆ จะพัฒนาอย่างไร ก่อนตัดสินใจเรื่อง “ลดดอกเบี้ย” (ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลง) ในช่วงปลายปีนี้ เขายังบอกว่าไม่คิดว่าจำเป็นต้องพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” (ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น) วอลเลอร์กล่าวว่า “เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง” (เงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยระยะยาว เช่น โครงสร้างต้นทุนและตลาดแรงงาน) ตอนนี้อาจใกล้ 2% แล้ว แต่ “ภาษีนำเข้า” (ภาษีที่เก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ) ทำให้มันสูงกว่าเดิม เขาบอกว่าถ้าผลของภาษีไม่ค่อย ๆ หมดไปในครึ่งหลังของปี จะจัดการยาก แม้ “การคาดการณ์ของตลาด” (สิ่งที่นักลงทุนคาดจากราคาในตลาด) ยังไม่สะท้อนว่าความคาดหวังเงินเฟ้อ “หลุดกรอบ” (ไม่อยู่ใกล้ระดับเป้าหมายอีกต่อไป) เขากล่าวว่า ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นอาจทำให้มุมมองของผู้บริโภคแย่ลง และแรงกระแทกบางอย่างอาจทำให้บริษัทลดการจ้างงาน เขายังบอกว่าไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ “เงินสำรองของธนาคาร” (เงินที่ธนาคารพาณิชย์ฝาก/ถือไว้เพื่อให้ระบบการเงินมีสภาพคล่อง) ขาดแคลน เพียงเพื่อ “ลดขนาดงบดุล” (ทำให้สินทรัพย์ที่ธนาคารกลางถืออยู่ลดลง) และข้อเสนอเรื่องความต้องการเงินสำรองกับการลดงบดุลควรศึกษาและถกกันผลต่อ ตลาด และ นักเทรด
ดูเหมือนแนวทางต่อจากนี้คือ “คงท่าที” เพราะเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง แม้เราไม่คิดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย แต่โอกาสลดดอกเบี้ยปลายปีนี้เริ่มน้อยลง ต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจต่อไปก่อนตัดสินใจนโยบายใหญ่ ๆ รายงาน “ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)” (ตัวชี้วัดราคาสินค้า/บริการที่ผู้บริโภคจ่าย) ล่าสุดของกุมภาพันธ์ 2026 ที่ 3.4% ยิ่งตอกย้ำท่าทีระวัง และทำให้ยากที่จะอ้างเหตุผลเพื่อผ่อนคลายนโยบาย ขณะที่ “น้ำมันดิบ WTI” (ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ) ยังอยู่แถว 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบตลาด) จึงเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานสูงจะดันเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้น ช็อกน้ำมันแบบยืดเยื้อไม่ควรมองข้าม มุมมองต่อตลาดแรงงานก็เปลี่ยนไป เพราะตอนนี้คาดว่ากำลังแรงงานแทบไม่โต ทำให้ “คณิตศาสตร์” เปลี่ยนไป กล่าวคือ แม้รายงานการจ้างงานจะออกมา “ทรงตัว” ก็อาจพอให้อัตราว่างงานคงที่ที่ 3.8% ได้ ซึ่งทำให้ตัวเลขงานรายเดือนกลายเป็นสัญญาณที่ไวขึ้นต่อความเสี่ยง “เงินเฟ้อจากค่าแรง” (ค่าแรงสูงขึ้นแล้วไปดันราคาสินค้า) เงินเฟ้อพื้นฐานมีความคืบหน้า แต่เมื่อย้อนดูปี 2025 จะเห็นว่า “ภาษีศุลกากร” (ภาษีการนำเข้า) จากกฎหมาย Trade Modernization Act ยังดันราคาให้สูงกว่าความเป็นจริง ถ้าภาษีเหล่านี้ไม่ค่อย ๆ หมดผลในครึ่งหลังของปีตามคาด จะกลายเป็นสถานการณ์ที่ลำบาก เพราะตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงโดยยึดสมมติฐานนี้มาก สำหรับนักเทรด “อนุพันธ์” (ตราสารที่มูลค่าอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น ดัชนี) สภาพแวดล้อมนี้ชี้ว่าในระยะสั้นตลาดอาจเคลื่อนไหวในกรอบ แต่ต้องจับตาความผันผวน การ “ขายออปชันอายุสั้น” (สัญญาที่ได้ประโยชน์จากเวลาผ่านไป แต่เสี่ยงหากราคาแกว่งแรง) บนดัชนีอย่าง S&P 500 อาจทำได้ เพราะเฟดยังไม่น่าขยับเร็ว อย่างไรก็ตาม การถือ “ความผันผวนระยะยาว” (วางเดิมพันว่าความแกว่งจะเพิ่มในอนาคต) เช่น ซื้อ “VIX call” (สิทธิซื้อที่อิงดัชนีความผันผวน VIX) หรือ “สแตรดเดิลระยะยาว” (ซื้อทั้งสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาเดียวกัน เพื่อหวังให้ราคาแกว่งแรง) ก็เหมาะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด ความเสี่ยงหลักคือแรงกระแทกฉับพลันที่บีบให้บริษัทเริ่มลดการจ้างงาน หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุดลงจากราคาน้ำมันเบนซินสูง เราเคยเห็นความเชื่อมั่นผู้บริโภคแกว่งช่วงปลายปี 2025 ตอนที่ตลาดกลัวเศรษฐกิจถดถอย (เศรษฐกิจหดตัว) และอาจเกิดซ้ำได้ หากยอดค้าปลีกหรือข้อมูลเครดิตผู้บริโภคแย่ลงแรง จะเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets