This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

ตลาดหุ้นร่วงลงต่อเนื่อง; ดาวโจนส์หลุดต่ำกว่า 46,000 ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่ง กระพือความกังวลภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

by VT Markets
/
Mar 20, 2026
หุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average (ดาวโจนส์: ดัชนีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ) หลุดต่ำกว่า 46,000 จุด ดัชนี S&P 500 (เอสแอนด์พี 500: ดัชนีหุ้นบริษัทใหญ่ 500 แห่ง) ลดลงราว 0.8% และหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้ม) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนดัชนี Nasdaq Composite (แนสแด็ก: ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเติบโต) ลดลงราว 1% แรงขายกระจายทั่วตลาด โดยดัชนี Russell 2000 (รัสเซล 2000: ดัชนีหุ้นบริษัทขนาดเล็ก) เข้าใกล้ภาวะ “ปรับฐาน” (correction: ราคาลดลงราว 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด) หลังจากลงเกือบ 10% จากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ขณะที่ดาวโจนส์ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่มากกว่า 50,500 อยู่ราว 9% และต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 วัน (EMA: ค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาช่วงล่าสุดมากกว่า) แถว 46,700

แรงกระแทกจากพลังงานกระทบตลาด

น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent: ราคาน้ำมันอ้างอิงตลาดโลก) ขยับขึ้นเหนือ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนอ่อนลงมาราว 112 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI: ราคาน้ำมันอ้างอิงสหรัฐฯ) ขึ้นเข้าใกล้ 97 ดอลลาร์ ความขัดแย้งทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุด และทำให้ปริมาณส่งออกหายไปประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งได้ถึง 35% ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: หน่วยงานกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ) คงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% ด้วยมติ 11 ต่อ 1 กราฟคาดการณ์ดอกเบี้ย (dot plot: จุดที่กรรมการลงความเห็นคาดดอกเบี้ยในอนาคต) ยังชี้ว่าปี 2026 อาจลดดอกเบี้ย 0.25% (25 basis points หรือ 25 bps: 0.25%) แต่มีเจ้าหน้าที่ 7 คนคาดว่า “ปีนี้ไม่ลด” และคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐาน PCE ปี 2026 (core PCE: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ตัดราคาอาหารและพลังงาน) ถูกปรับจาก 2.5% เป็น 2.7% เครื่องมือ CME FedWatch (แบบประเมินโอกาสปรับดอกเบี้ยจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ประเมินว่าโอกาสจะลดดอกเบี้ยได้แม้แต่ครั้งเดียวภายในเดือนธันวาคมต่ำกว่า 60% จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (jobless claims: ผู้ยื่นขอเงินช่วยเหลือว่างงานรายสัปดาห์) ลดลง 8,000 เป็น 205,000 ส่วนผู้ขอรับต่อเนื่อง (continuing claims: ผู้รับสวัสดิการต่อเนื่อง) เพิ่ม 10,000 เป็น 1.857 ล้าน และดัชนีภาคการผลิตเฟดฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Fed index: แบบสำรวจภาคโรงงานของภูมิภาค) เพิ่มเป็น 18.1 จาก 16.3 หุ้น Micron ลดลงราว 7% แม้กำไรต่อหุ้น (EPS: กำไรต่อหุ้น) 12.20 ดอลลาร์ จากรายได้ 23.86 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 196% จากปีก่อน และเพิ่มงบลงทุน (capex: เงินลงทุนในโรงงาน/อุปกรณ์) ปี 2026 อีก 5 พันล้านดอลลาร์ หุ้น Boeing ลงมากกว่า 3% Caterpillar ลงมากกว่า 2% และ Salesforce ขึ้นมากกว่า 1.5%

ความผันผวนและการจัดพอร์ต

ตลาดตอบสนองต่อแรงกระแทกด้านพลังงานและเฟดที่เข้มงวด (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) ทำให้ “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งตัวของราคา) จะเป็นปัจจัยหลักในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความคาดหวังความผันผวนของตลาด) พุ่งเกิน 32 ซึ่งไม่เห็นมานับตั้งแต่ความไม่มั่นคงในภาคธนาคารช่วงต้นปี 2025 ความผันผวนสูงต่อเนื่องทำให้ค่าเบี้ยออปชัน (options premium: ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญาออปชัน) แพง การถือฝั่งซื้อยาว (long: คาดว่าราคาจะขึ้น) จึงมีต้นทุนสูงและเสี่ยง แนวโน้มของดัชนีหลักดูเอนลง โดยเฉพาะเมื่อ S&P 500 ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน เรามองว่าการขายเมื่อเด้งขึ้นเป็นแนวทางที่รอบคอบ โดยใช้สัญญาฟิวเจอร์ส (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) หรือกลยุทธ์ bear call spread (ขายคอลและซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดความเสี่ยงและหวังได้กำไรเมื่อราคาลง/ไม่ขึ้น) เพื่อกำหนดความเสี่ยงให้ชัด การหลุด 46,000 ของดาวโจนส์แสดงความอ่อนแรง และหากรีบาวด์กลับไปใกล้ 46,700 ที่เคยรับอยู่ ควรมองเป็นจุด “ขายชอร์ต” (short: ทำกำไรเมื่อราคาลง) กำลังเกิดการย้ายไปหุ้น/กลุ่มที่ป้องกันความเสี่ยง (defensive rotation: ย้ายเงินไปสินทรัพย์ที่ทนเศรษฐกิจชะลอได้ดีกว่า) ซึ่งเปิดโอกาสทำ “คู่เทรด” (pair trade: ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงตลาดรวม) อาจพิจารณาถือฝั่งซื้อในกลุ่มพลังงาน (XLE: กองทุน ETF ที่รวมหุ้นพลังงาน) เพื่อได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ใกล้จุดสูงช่วงปี 2022 พร้อมกันนั้นมองชอร์ตกลุ่มอุตสาหกรรม (XLI: ETF หุ้นอุตสาหกรรม) และหุ้นหมวดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (consumer discretionary: สินค้า/บริการที่ไม่จำเป็น) ซึ่งเปราะบางต่อ “ต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิต” ที่สูงขึ้นและความต้องการที่อ่อนลง สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจปัจจุบันถูกนำไปเทียบกับช่วง “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตช้า” (stagflation: เงินเฟ้อสูงพร้อมการเติบโตอ่อน/ว่างงานสูง) ในทศวรรษ 1970 ต่างจากช่วงเงินเฟ้อชะลอ (disinflation: เงินเฟ้อเพิ่มช้าลง) ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ของปี 2025 ตอนนี้เฟดถูกบีบให้คงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้เงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจชะลอ นั่นทำให้ “Fed put” (ความเชื่อว่าเฟดจะช่วยพยุงตลาดเมื่อร่วงแรง เช่น ลดดอกเบี้ย/อัดสภาพคล่อง) อ่อนลง สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ตอนนี้

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code