การตัดสินใจนโยบายของ ECB และการตอบสนองของตลาด
ECB คงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยคง “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก” (deposit facility: ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ฝากเงินไว้กับ ECB) ที่ 2.00% “อัตรารีไฟแนนซ์หลัก” (main refinancing rate: อัตราดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกู้เงินระยะสั้นจาก ECB) ที่ 2.15% และ “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉิน” (marginal lending rate: อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกู้จาก ECB แบบข้ามคืน/ฉุกเฉิน) ที่ 2.40% โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความไม่แน่นอน ทำให้มีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเติบโตเศรษฐกิจลดลง ECB ย้ำว่ายังโฟกัสการทำให้เงินเฟ้ออยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ในระยะกลาง และย้ำว่า การตัดสินใจจะ “ขึ้นกับข้อมูล” (data-dependent: ดูข้อมูลเศรษฐกิจจริงเป็นหลัก) และพิจารณาเป็นรายครั้งในการประชุม โดยไม่ยืนยันเส้นทางดอกเบี้ยตายตัว คริสติน ลาการ์ด ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือด้านการคลังที่เกี่ยวกับพลังงาน (fiscal support: การใช้เงินงบประมาณ/มาตรการรัฐเพื่อช่วยประชาชนหรือธุรกิจ) ควรมีระยะสั้นและตรงเป้าหมาย และราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันเงินเฟ้อเกิน 2% ในระยะใกล้ เธอยังกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของตลาดที่อ่อนลงอาจกดอุปสงค์ (demand: ความต้องการซื้อ) และความเสี่ยงต่อการเติบโตยังเอนเอียงไปทางด้านลบ การประเมินของตลาด (market pricing: การคาดการณ์ที่สะท้อนผ่านราคาในตลาด เช่น สัญญาฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ย) ชี้ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกรกฎาคม และอาจมีอีกครั้งก่อนสิ้นปี ขณะที่ประมาณการของ ECB แสดงการเติบโตอ่อนลงและเงินเฟ้อสูงขึ้นทั้งในกรณีฐานและกรณีเลวร้ายฉากหลังนโยบายและข้อมูล: ปลายปี 2025 และปี 2026
ย้อนดูเหตุการณ์ปลายปี 2025 เงินยูโรเริ่มไต่ขึ้นเมื่อ ECB คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 2.00% แม้เจ้าหน้าที่จะใช้ถ้อยแถลงระมัดระวัง แต่ตลาดมองไปข้างหน้าและเริ่มคาดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งปูทางให้เกิด “ความแตกต่างของนโยบาย” (divergence: ทิศทางนโยบายการเงินของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน) ที่เห็นในตอนนี้ มุมมองนั้นน่าเชื่อมากขึ้นจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของ Eurostat สำหรับกุมภาพันธ์ 2026 ชี้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด รวมอาหารและพลังงาน) ยังอยู่สูงที่ 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด และตอกย้ำความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านบนที่ ECB เคยเตือนเมื่อปีก่อน แรงกดดันด้านราคาที่ไม่ยอมลด ทำให้ธนาคารกลางเมินกระแสเรียกร้องให้ใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นได้ยากในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการเติบโตด้านลบที่พูดถึงในปี 2025 ก็เริ่มเกิดขึ้น ทำให้ภาพรวมซับซ้อนสำหรับนักเทรด ดัชนี PMI รวมของยูโรโซนจาก S&P Global (Composite PMI: แบบสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่สะท้อนการขยายตัว/หดตัวของภาคธุรกิจ โดย 50 เป็นเส้นแบ่ง ขึ้นเหนือ 50 คือขยายตัว ต่ำกว่า 50 คือหดตัว) อ่อนแรง โดยตัวเลขมีนาคม 2026 อยู่ต่ำกว่า 50 เล็กน้อย ความอ่อนแอนี้ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB มีความเสี่ยงมากขึ้น สำหรับนักเทรดอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้ซื้อขายตราสารที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ความตึงเครียดนี้บอกว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ของออปชัน EUR/USD อาจถูกประเมินต่ำ ความขัดแย้งระหว่างเงินเฟ้อที่ยังสูง กับเศรษฐกิจที่เปราะบาง เพิ่มโอกาสเกิดการเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลันหรือข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาผิดคาด การเตรียมรับการแกว่งตัวที่มากกว่าคาดด้วยกลยุทธ์อย่าง “ซื้อสแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) หรือ “ซื้อสแตรงเกิล” (strangle: ซื้อ Call และ Put คนละราคาใช้สิทธิ เพื่อเน้นต้นทุนถูกลงแต่ต้องแกว่งแรงกว่า) อาจเหมาะสม ฝั่งดอลลาร์สหรัฐก็สนับสนุนมุมมองนี้ เพราะดอลลาร์อ่อนลงมากเมื่อเทียบกับจุดสูงหลังการประชุม Fed ในปี 2025 ข้อมูล CPI สหรัฐล่าสุดสำหรับกุมภาพันธ์ 2026 (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) แสดงแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง ทำให้ Fed สามารถใช้นโยบายที่เป็นกลางมากขึ้น ความแตกต่างของนโยบายที่เพิ่มขึ้น ระหว่าง ECB ที่อาจเข้มงวดขึ้นกับ Fed ที่หยุดรอดู อาจยังหนุนให้ EUR/USD เดินหน้าต่อไป
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets