เฟดคงอัตราดอกเบี้ย
คาดว่าความสนใจจะอยู่ที่ “ประมาณการชุดใหม่” ของเฟด รวมถึง Dot Plot (แผนภาพจุดที่บอกมุมมองของกรรมการแต่ละคนว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ระดับไหนในอนาคต) เดือนธันวาคม เฟดคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 และลดเพิ่มอีก 25bp ในปี 2027 (bp หรือ basis point คือ หน่วย 0.01% ดังนั้น 25bp = 0.25%) นักเศรษฐศาสตร์ของ ING คาดว่าตัวเลขคาดการณ์การเติบโตจะลดลงเล็กน้อย และคาดการณ์เงินเฟ้อจะสูงขึ้น นอกจากนี้ยังคาดว่าเฟดจะเลื่อนการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในปี 2026 ไปเป็นปี 2027 การประชุมอาจพูดถึงแผน “งบดุล” (balance sheet คือ ขนาดสินทรัพย์ที่เฟดถือ เช่น พันธบัตร ซึ่งมีผลต่อสภาพคล่องในระบบ) เพราะการซื้อเพื่อบริหาร “ทุนสำรอง” (reserve management purchases คือ การซื้อสินทรัพย์เพื่อจัดการสภาพคล่อง/เงินสำรองของธนาคาร) เดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบบชั่วคราว คาดว่าจะถูกลดลงในเดือนเมษายน บทความระบุว่างบดุลเพิ่มสุทธิ 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม และเชื่อมโยงกับ “อัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดที่ใช้จริง” (Fed funds effective rate คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารปล่อยกู้กันข้ามคืนจริงในตลาด)ผลต่อการเทรด
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives คือ สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) มุมมองที่เอนเข้มงวด (hawkish คือ เน้นคุมเงินเฟ้อ ไม่รีบลดดอกเบี้ย) ชี้ว่าผลตอบแทนพันธบัตร (yields คือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร) อาจอยู่สูงในระยะสั้น การขายพุทออปชันระยะสั้น (short-dated puts คือ ออปชันสิทธิขายที่ใกล้หมดอายุ) บนฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury futures คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงพันธบัตร) อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรับค่าเบี้ย (premium คือ เงินที่ได้จากการขายออปชัน) เพราะตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ย กลยุทธ์นี้อาศัยมุมมองว่าเฟดไม่น่าหันไปผ่อนคลายแบบไม่คาดคิด (dovish pivot คือ เปลี่ยนท่าทีไปสนับสนุนการลดดอกเบี้ย) มองไปข้างหน้า จุดสำคัญคือประมาณการชุดใหม่ของเฟด ซึ่งคาดว่า “เส้นเวลา” การลดดอกเบี้ยจะถูกเลื่อนออกไป สิ่งนี้คล้ายกับการเปลี่ยนมุมมองในปี 2024 เมื่อผู้เล่นตลาดต้องลดความคาดหวังเรื่องการผ่อนคลายของเฟดอย่างรวดเร็ว “คาเลนดาร์สเปรด” (calendar spreads คือ ถือสัญญาเดือนหนึ่งและเปิดสถานะตรงข้ามอีกเดือนหนึ่ง) ในฟิวเจอร์ส SOFR (SOFR คือ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐจากธุรกรรมกู้ยืมที่มีพันธบัตรค้ำ) ซึ่งเป็นการวางเดิมพันว่าเส้นอัตราผลตอบแทนจะชันขึ้นตามเวลา (steeper yield curve คือ ส่วนต่างดอกเบี้ยระยะยาวกับระยะสั้นกว้างขึ้น) อาจใช้เพื่อรับมือกับการเลื่อนนี้ ในภาวะไม่แน่นอน ประธานเฟด พาวเวล น่าจะย้ำว่าเฟดเองก็ไม่มั่นใจมากกับคาดการณ์ระยะยาว นี่หมายถึงความผันผวน (volatility คือ ความแกว่งของราคา) ยังเป็นประเด็นหลัก “ดัชนี MOVE” (MOVE Index คือ ตัวชี้วัดความผันผวนของตลาดพันธบัตร คล้าย VIX แต่สำหรับพันธบัตร) เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% จากจุดต่ำสุดปีก่อน และกลยุทธ์อย่างซื้อสแตรดเดิล (straddles คือ ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิใกล้กัน เพื่อได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรง) บน ETF พันธบัตร (bond ETFs คือ กองทุนซื้อขายในตลาดที่ถือพันธบัตร) อาจช่วยป้องกันการแกว่งแรงหลังข้อมูลเศรษฐกิจในอนาคต ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งล่าสุดเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นตัวผลักหลักของความกังวลเงินเฟ้อ ช็อกราคาพลังงานนี้สนับสนุนเหตุผลให้เฟดระมัดระวังและคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น (higher for longer คือ ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคิด) ผู้เทรดควรติดตาม หากราคาพลังงานขึ้นต่อ อาจป้องกันความเสี่ยงด้วยคอลออปชัน (call options คือ สิทธิซื้อ) บน ETF กลุ่มพลังงานหลัก (energy sector ETFs คือ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน) สร้างบัญชี VT Markets แบบไลฟ์ และ เริ่มเทรด ได้เลยตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets