แนวทางจากธนาคารกลาง และเงินเฟ้อจากน้ำมัน
ตลาดจับตาถ้อยแถลงของคริสติน ลาการ์ด และเจอโรม พาวเวลล์ เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงการติดขัดในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ทำให้กังวลเงินเฟ้อ (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมแพงขึ้น) ก่อนเกิดความขัดแย้ง ตลาดคาดว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไปถึงปี 2026 แต่ตอนนี้ตลาด “สะท้อนราคา” (fully priced in: นักลงทุนได้คำนวณและใส่ผลคาดการณ์ไว้ในราคาแล้ว) ว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกรกฎาคม ฝั่งสหรัฐ ตลาดตอนนี้สะท้อนว่าปีนี้จะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากเดิมที่เคยคาดอย่างน้อย 2 ครั้ง นักเทรดจะดู Dot Plot (ตารางจุดคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการเฟด) และ Summary of Economic Projections (รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟด) เพื่อประเมินทิศทางนโยบาย เชิงเทคนิค EUR/USD ยังอยู่ใน “แนวโน้มขาลง” หลังทำจุดสูงสุดที่ 1.2082 เมื่อ 27 มกราคม โดยยังต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาในช่วง 50 วัน) ที่ 1.1740 และ 100 วัน (100-day SMA) ที่ 1.1690 RSI (ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย) ฟื้นจาก 24 มาที่ราว 34 และ MACD (ตัวชี้วัดโมเมนตัม/แรงส่งของราคา) ยังติดลบ แนวต้านอยู่ใกล้ 1.1600 และ 1.1700 ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.1411 แล้วจึง 1.1350ความต่างของนโยบาย และผลต่อการเทรด
ความต่างของนโยบายระหว่างเฟดและ ECB กว้างขึ้นมาก เงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐ (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออก) ล่าสุดอยู่ที่ 3.1% เมื่อเทียบรายปี ทำให้เฟดยังคงท่าที “เข้มงวด” (restrictive stance: คุมการเงินตึง เช่น ดอกเบี้ยสูงเพื่อกดเงินเฟ้อ) และยังไม่เริ่มลดดอกเบี้ยจริง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยูโรโซนได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง เกือบเข้าสู่ “ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค” (technical recession: เศรษฐกิจติดลบติดต่อกันตามเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไป) โดย GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 โตเพียง 0.1% เงินเฟ้อ HICP ของยูโรโซน (HICP: ดัชนีราคาผู้บริโภคมาตรฐานของยุโรป) ลดลงมาที่ 2.6% และยังลดต่อ ทำให้ ECB ส่งสัญญาณเอนเอียงไปทาง “ผ่อนคลาย” (easing bias: มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย/ผ่อนเงื่อนไขการเงิน) โดยตลาดให้โอกาส 75% ที่จะลดดอกเบี้ยภายในเดือนมิถุนายน ความอ่อนแรงนี้กดดันยูโรต่อเนื่อง สำหรับนักเทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) สภาพแวดล้อมนี้เหมาะกับการเทรดในกรอบโดยเอนลง กลยุทธ์ขายคอลออปชัน (call option: สิทธิซื้อ) ใกล้ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่สิทธิในออปชันถูกกำหนดไว้) แถว 1.1000 อาจสร้างรายได้ เพราะระดับนี้กลายเป็นแนวต้านสำคัญ กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์หาก EUR/USD แกว่งออกข้างหรือค่อย ๆ ลง ด้วยความเสี่ยงผันผวนแรงช่วงประชุมธนาคารกลาง การซื้อพุทออปชัน (put option: สิทธิขาย) เป็นวิธีที่รอบคอบเพื่อเก็งขาลงโดยจำกัดความเสี่ยง เช่น ซื้อพุทที่ราคาใช้สิทธิ 1.0500 และอายุสัญญา 3 เดือน (expiry: วันหมดอายุสัญญา) เพื่อได้โอกาสทำกำไรหากแนวโน้มขาลงต่อ โดยกำหนด “ขาดทุนสูงสุด” ได้ชัดเจน ความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) ยังสำคัญจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ นักเทรดสามารถใช้สตรัดเดิลหรือสตรังเกิล (straddle/strangle: กลยุทธ์ออปชันที่ซื้อทั้งคอลและพุทเพื่อหวังการเคลื่อนไหวแรง ไม่ยึดทิศทาง) รอบข้อมูลสำคัญ เช่น รายงาน CPI สหรัฐ (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้เงินเฟ้อ) เพื่อเดิมพันว่าราคาจะเคลื่อนแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง กลยุทธ์นี้ไม่เลือกทิศทาง แต่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets