ผลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย
ต้องไม่ลืมบริบทของปีที่ผ่านมา โดย RBI คงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2025 เพื่อรอให้อัตราเงินเฟ้อลดลงชัดเจน แต่ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเห็นตัวเลข GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ: มูลค่ารวมของการผลิตสินค้าและบริการในประเทศ) เติบโตแรงมากกว่า 7% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เงินเฟ้อที่ยังอยู่ทำให้โอกาส “ลดดอกเบี้ย” ในระยะใกล้แทบไม่มี ตลาดจึงต้องปรับมุมมองจากนโยบายผ่อนคลาย (accommodation: การใช้นโยบายการเงินที่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ดอกเบี้ยต่ำ) ไปสู่ความเข้มงวดมากขึ้น สำหรับนักเทรดอัตราดอกเบี้ย นี่หมายถึงการเตรียมรับ “ผลตอบแทนพันธบัตร” ที่สูงขึ้น (higher yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการถือพันธบัตร โดยมักจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพันธบัตรลดลง) ในช่วงสัปดาห์ต่อไป อาจพิจารณา “ขาย” ฟิวเจอร์สพันธบัตร (shorting bond futures: ทำกำไรเมื่อราคาฟิวเจอร์สพันธบัตรลดลง) หรือ “ซื้อ” OIS (overnight indexed swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงดอกเบี้ยข้ามคืน ใช้คาดการณ์/ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ย) เพราะตลาดจะเริ่มตัดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยในปีนี้ออกไป แรงกดดันให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นอาจชัดขึ้นเมื่อเข้าใกล้การประกาศนโยบายครั้งถัดไป ฝั่งหุ้น ข้อมูลเงินเฟ้อนี้อาจเป็นแรงกดดันต่อ Nifty 50 (ดัชนีหุ้น 50 บริษัทใหญ่ของอินเดีย) การขึ้นแรงของตลาดช่วงปลายปี 2025 ส่วนหนึ่งมาจากความหวังว่าจะลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งตอนนี้ดูเป็นไปได้น้อยลง อาจพิจารณาซื้อพุตออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงหรือทำกำไรเมื่อราคาลง) บน Nifty เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรหากตลาดปรับฐานมุมมองต่อค่าเงิน
แนวโน้มดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปอาจกระทบตลาดเงินด้วย หาก RBI เข้มงวดมากกว่าธนาคารกลางอื่น อาจดึงเงินทุนไหลเข้า (capital inflows: เงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน) ทำให้ค่าเงินรูปีอินเดียแข็งขึ้น ดังนั้นนักเทรดอาจมองการขายฟิวเจอร์ส USD/INR (คู่เงินดอลลาร์สหรัฐ/รูปีอินเดีย) โดยคาดว่าราคาจะกลับไปใกล้ระดับที่รูปีแข็งในช่วงครึ่งหลังของปี 2025
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets