สัญญาณการถือครองค่าเงิน (Fx Positioning) เริ่มแยกทิศทาง
กระแสเงินในตลาด FX (อัตราแลกเปลี่ยน) แสดงเงินไหลออกจาก INR (รูปีอินเดีย) และ EUR (ยูโร) พร้อมกับมีความต้องการ CNY (หยวนจีน) และ ZAR (แรนด์แอฟริกาใต้) นอกจากนี้ยังเห็นเงินไหลออกใน TRY (ลีราตุรกี) และ SGD (ดอลลาร์สิงคโปร์) ขณะที่มีแรงซื้อใน PLN (ซลอตีโปแลนด์) และ COP (เปโซโคลอมเบีย) หลายประเทศที่เกินดุลเผชิญแรงขายค่าเงิน จากความกังวลเรื่องภาระนำเข้าพลังงานและมาตรการการคลังระยะสั้น (มาตรการการเงินการคลังของรัฐ เช่น ลด/อุดหนุนค่าใช้จ่าย) เพื่อกดต้นทุนพลังงาน ในเอเชีย-แปซิฟิก KRW (วอนเกาหลี) และ JPY (เยนญี่ปุ่น) เป็นสกุลเงินเดียวที่ถูกมองว่า “ถูกถือมากเกินไป” (overheld = นักลงทุนถือสะสมหนาแน่น เสี่ยงแออัด) และรายงานว่าการซื้อใหม่มีน้อย เมื่อความกลัวความเสี่ยงสูงขึ้น กลยุทธ์อนุพันธ์ (derivatives = สัญญาที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) ควรเน้นปกป้องเงินต้น และเลือกโจมตีจุดที่อ่อน/แข็งเป็นรายตลาด ตัวชี้วัด iFlow mood ลดลงเร็วขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความรู้สึกตลาดที่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ปลายปี 2025 การตั้งรับนี้เกิดจากความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานที่กลับมา โดยเฉพาะหลังสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures = สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) น้ำมัน Brent ขึ้นกลับเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว ควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จาก “เงินไหลเข้าความปลอดภัย” (flight to safety = ย้ายเงินไปสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ) ในหนี้รัฐบาล แนวทางคือเปิดสถานะซื้อ (long = ได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) ฟิวเจอร์สพันธบัตรของ G10 และยูโรโซน เช่น Bund เยอรมนี (พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี) พร้อมทำประกันความเสี่ยง (hedge = ลดความเสี่ยงของพอร์ต) โดยซื้อออปชันพุท (put option = สิทธิขาย ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) บน ETF พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ ความเห็นล่าสุดจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ส่งสัญญาณ “พัก” การขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังจับตาเงินเฟ้อ สนับสนุนการถือหนี้รัฐบาลที่ปลอดภัยกว่า เมื่อความต้องการหุ้นทรงตัว ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้กลยุทธ์ใช้ “ออปชัน” (options = สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) น่าสนใจ ควรมองการขายสเปรดคอล (call option spread = ขายคอลและซื้อคอลอีกตัวเพื่อจำกัดความเสี่ยง) บนดัชนีหลักอย่าง S&P 500 ซึ่งเหมาะเมื่อราคาแกว่งในกรอบหรืออ่อนลงเล็กน้อย ดัชนี VIX (ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาด) ขยับจาก 14 เป็น 19 ใน 4 สัปดาห์ สะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเบี้ยออปชัน (option premium = ราคาที่จ่าย/รับเพื่อซื้อ/ขายออปชัน) สูงขึ้นอนุพันธ์แบบเจาะจงสำหรับตลาดที่เน้นตั้งรับ
เงินไหลออกชัดจากยูโรและรูปีอินเดีย บ่งชี้ว่าควรใช้กลยุทธ์ฝั่งขาลงโดยตรง การขายฟิวเจอร์ส EUR/USD (short = ได้กำไรเมื่อราคาลง) หรือซื้อพุทบนค่าเงินมีเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อ PMI ภาคการผลิตของยูโรโซนล่าสุดอยู่ที่ 48.5 ซึ่งหมายถึงภาวะหดตัว (ต่ำกว่า 50 = กิจกรรมลดลง) สำหรับ INR ภาระนำเข้าพลังงานยังถ่วงค่าเงินต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับการขาดดุลการค้าอินเดียที่ขยายตัว 15% ในไตรมาสล่าสุดที่รายงาน ด้านตรงข้าม ความต้องการหยวนจีนและแรนด์แอฟริกาใต้บ่งชี้ความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ สามารถจัดโครงสร้างสถานะที่ซื้อ CNY เทียบกับ EUR ที่อ่อนกว่า หรือซื้อ ZAR เทียบกับสกุลตลาดเกิดใหม่อื่นที่มีเงินไหลออก รายงานส่งออกจีนเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบปีต่อปีในช่วงต้นปี 2026 เป็นเหตุผลพื้นฐาน (fundamental = ปัจจัยเศรษฐกิจจริง) ที่สนับสนุนการเลือกถือหยวนในตอนนี้ สถานะ “ถูกถือมากเกินไป” ของเยนญี่ปุ่นและวอนเกาหลีเป็นสัญญาณให้ระวัง ไม่ควรไล่ตามแนวโน้มเดิม แม้เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การไม่มีแรงซื้อใหม่ชี้ว่าแรงส่ง (momentum = ความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวราคา) อ่อนลง และตำแหน่งอาจแออัด ควรทำประกันความเสี่ยงสำหรับสถานะซื้อ JPY หรือ KRW ที่มีอยู่ ด้วยการซื้อพุทแบบนอกเงิน (out-of-the-money = ราคาที่ใช้สิทธิไม่คุ้มในตอนนี้ แต่ช่วยกันความเสี่ยงปลายทาง) ต้นทุนต่ำ เพื่อป้องกันการกลับตัวแรง
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets